บทสรุป
นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือภาคีในการขับเคลื่อนจังหวัดนำร่องเพื่อความเสมอภาคระหว่างเพศ (Pride City Network) โดยการลงนาม MOU ครั้งนี้ เป็นการประสานความร่วมมือเพื่อยกระดับจังหวัดให้เป็นพื้นที่แห่งความเท่าเทียม ปลอดภัย และมีความพร้อมในทุกมิติสู่มาตรฐานสากล เพื่อการเตรียมความพร้อมและสนับสนุนการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพระดับโลก World Pride 2030 ของประเทศไทย หากสำเร็จจะเป็นครั้งแรกที่งานระดับโลกนี้จะถูกจัดขึ้นบนพื้นที่ทวีปเอเชียเนื่องจากกรุงเทพมหานคร ถูกนำเสนอในฐานะ “เมืองที่ให้คุณได้เป็นตัวเองอย่างแท้จริง” (The city that lets you be yourself) และกลุ่ม LGBTQ+ ถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง มีกำลังซื้อสูง มีความถี่ในการเดินทางบ่อย และระยะเวลาพำนักยาวนานกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป ซึ่งตลาดท่องเที่ยวของชาว LGBTQ+ มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี สำหรับประเทศไทยการจัดงาน Pride Month ในแต่ละปีสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้ไม่ต่ำกว่า 4,000 - 10,000 ล้านบาทนอกจากนี้ จังหวัดภูเก็ต เตรียมจัดงาน “Phuket Pride Festival 2026” ระหว่างวันที่ 1 - 7 มิถุนายน 2569 ซึ่งสะท้อนถึงพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่ร่วมกันสร้างสังคมที่เปิดกว้าง เคารพในความหลากหลาย ส่งเสริม
การอยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียม และยกระดับเทศกาล Pride ของประเทศไทยสู่มาตรฐานสากล เป็นมิตร ปลอดภัย ควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมสู่ความเท่าเทียม
รายละเอียด
(28 พ.ค. 69) นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือภาคีในการขับเคลื่อนจังหวัดนําร่องเพื่อความเสมอภาคระหว่างเพศ (Pride City Network) เพื่อการเตรียมความพร้อมและสนับสนุนการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพระดับโลก World Pride 2030 ของประเทศไทย
นายนิกร กล่าวว่า การลงนาม MOU ครั้งนี้ เป็นการประสานความร่วมมือเพื่อยกระดับจังหวัดให้เป็นพื้นที่แห่งความเท่าเทียม ปลอดภัย และมีความพร้อมในทุกมิติสู่มาตรฐานสากล สำหรับสนับสนุนประเทศไทยในการได้รับคัดเลือกเป็นเจ้าภาพจัดงาน World Pride 2030 ภายใต้หลักการสำคัญ ได้แก่ 1) หลักการมีส่วนร่วมโดยกำหนดทิศทางและร่วมสร้างพื้นที่ปลอดภัยอย่างมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน 2) หลักความพร้อมเชิงโครงสร้างและนโยบาย โดยปรับปรุงกฎระเบียบ ข้อบังคับ รวมทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น และ 3) หลักมาตรฐานสากลและความเป็นมืออาชีพ โดยเชื่อมโยงและนำเกณฑ์การคัดเลือกขององค์กรอินเตอร์ไพรด์ ที่เป็นองค์กรขนาดใหญ่มาประยุกต์ใช้เพื่อส่งผลให้เกิดการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมในพื้นที่ บูรณาการทรัพยากรและความเชี่ยวชาญร่วมกัน สำหรับการสร้างเมืองต้นแบบที่ยอมรับความหลากหลายและมีความยั่งยืน ภายใต้พันธกิจ 5 ด้าน ตั้งแต่การบริหารนโยบาย การพัฒนาเศรษฐกิจท่องเที่ยว การจัดสวัสดิการพื้นที่ปลอดภัย การเชื่อมโยงสากล และการสนับสนุนองค์ความรู้
เดือนมิถุนายนถือเป็นเดือนแห่งความภาคภูมิใจของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (Pride Month) เพื่อร่วมสดุดีและระลึกถึงเหตุการณ์การจลาจลสโตนวอลล์ ในวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1969 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในการต่อสู้เรียกร้องสิทธิ โอกาส และเสรีภาพการใช้ชีวิตอย่างเท่าเทียมในสังคมตามหลักการสิทธิมนุษยชน และต่อมาได้ขยายประเด็นการเคลื่อนไหวเพื่อส่งเสริมให้บุคคลทุกเพศภาคภูมิใจในคุณค่าและศักดิ์ศรีของตนเอง รวมทั้งสร้างการยอมรับในความแตกต่าง การเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลทุกเพศ ทั้งนี้ ภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนมีความมุ่งมั่นตั้งใจในการสร้างสังคมที่มีความมั่นคงปลอดภัย พร้อมยอมรับทุกความแตกต่างและหลากหลาย เพื่อร่วมกันสร้างสังคมแห่งความเท่าเทียมระหว่างเพศ
สำหรับเดือน Pride Month นอกจากมีการจัดพิธีลงนาม MOU ทาง กระทรวง พม. ได้มีแผนการจัดกิจกรรมสำคัญร่วมกับภาคีเครือข่าย อาทิ วันที่ 29 - 30 พฤษภาคม 2569 จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อสร้างกลไกในการคุ้มครองและป้องกันมิให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ ภายใต้ MOU วันที่ 31 พฤษภาคม 2569 เดินขบวนพาเหรดรณรงค์ Pride Month “พม. x Pride City Network Parade 2026” และวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ติดเข็มกลัด Road to Bangkok WorldPride 2030 แก่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ซึ่งสอดคล้องกับประเทศไทย ที่กำลังอยู่ในกระบวนการเสนอชื่อเป็นเจ้าภาพในการจัดเทศกาล World Pride 2030 ถือเป็นหมุดหมายครั้งประวัติศาสตร์ เพราะหากทำสำเร็จจะเป็นครั้งแรกที่งานระดับโลกนี้จะถูกจัดขึ้นบนพื้นที่ทวีปเอเชีย เนื่องจากกรุงเทพมหานครถูกนำเสนอในฐานะ “เมืองที่ให้คุณได้เป็นตัวเองอย่างแท้จริง” (The city that lets you be yourself) ซึ่งเป็นเหมือนเซฟโซนที่โอบรับผู้ลี้ภัยทางเพศหรือนักท่องเที่ยวกลุ่มหลากหลายจากทั่วเอเชียมาอย่างยาวนาน โดยงาน Pride
มีการจัดกิจกรรมมากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมหลายพันเมือง ตั้งแต่ทวีปอเมริกา ยุโรป เอเชีย ไปจนถึงแอฟริกา
มีผู้เข้าร่วมงานรวมกันหลายสิบล้านคนต่อปี เช่น New York City Pride (สหรัฐฯ) และ São Paulo Gay Pride (บราซิล) ที่แต่ละแห่งมีผู้เข้าร่วมเฉลี่ยสูงถึง 3 - 5 ล้านคนต่อปี จนได้รับการบันทึกว่าเป็นงาน Pride ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ขณะที่ Madrid Pride (สเปน) และ EuroPride มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 1 - 2 ล้านคน ในแต่ละปี
จากการที่รัฐบาลไทยมีการผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียมให้มีผลบังคับใช้แล้ว เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2568 ถือเป็น “หลักฐานเชิงประจักษ์” ชิ้นสำคัญที่ยกระดับความน่าเชื่อถือของประเทศในสายตาคณะกรรมการและสมาชิกของ InterPride (สมาคมผู้จัดงานไพรด์สากล) และภาคประชาชนยังใช้โอกาสนี้เป็นแรงผลักดันเชิงรุกในการเร่งร่างกฎหมายอื่น ๆ เพิ่มเติมให้ทันก่อนปี 2030 เช่น พ.ร.บ. รับรองอัตลักษณ์ทางเพศ (Gender Recognition) เพื่อแสดงให้เห็นว่าไทยพร้อมดูแลคนทุกเพศ ทุกอัตลักษณ์ (รวมถึง Transgender, Non-binary และ Intersex) จากทั่วโลกอย่างแท้จริงและยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวให้กับประเทศไทย เนื่องจากกลุ่ม LGBTQ+ ถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงมาก เพราะประชากรกลุ่มนี้มีกำลังซื้อสูง (Disposable Income) มีความถี่ในการเดินทางบ่อย และระยะเวลาพำนักยาวนานกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป ซึ่งตลาดท่องเที่ยวของชาว LGBTQ+ มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ (Economic Impact) สูงกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี สำหรับประเทศไทยการจัดงาน Pride Month ในแต่ละปี
สามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้ไม่ต่ำกว่า 4,000 - 10,000 ล้านบาท ในแง่การส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยภาครัฐและเอกชนได้จัดกิจกรรม จัดขบวนพาเหรดและการตกแต่งเมือง การเปลี่ยนย่านท่องเที่ยวสำคัญให้เป็นสีรุ้ง เพื่อสร้างแลนด์มาร์กใหม่สำหรับการถ่ายรูปและเช็กอิน เทศกาลดนตรีและศิลปะ จัดงานคอนเสิร์ต มหกรรมแสดงศิลปินแดร็ก (Drag Show) นิทรรศการศิลปะ และงานวิ่ง (Pride Run) เพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยวพักค้างคืนและใช้จ่ายในพื้นที่ยาวนานขึ้น
นอกจากนี้ จังหวัดภูเก็ต ได้เตรียมจัดงาน “Phuket Pride Festival 2026” ระหว่างวันที่ 1 - 7 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่ร่วมกันสร้างสังคมที่เปิดกว้าง เคารพในความหลากหลาย และส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียม โดยจังหวัดภูเก็ตได้ให้ความสำคัญในเรื่องการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ความเสมอภาค และภาพลักษณ์ของจังหวัดที่เป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่เป็นมิตร ปลอดภัย พร้อมเปิดรับผู้คนจากทุกเชื้อชาติ ทุกเพศ และทุกวัฒนธรรม ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการเฉลิมฉลองความหลากหลายทางเพศในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการสร้างการรับรู้ในระดับนานาชาติของประเทศ พร้อมทั้งสะท้อนศักยภาพของจังหวัดภูเก็ตที่มีความพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมระดับโลก และเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของเทศกาล Pride ระดับสากล สู่การเป็นเจ้าภาพงาน World Pride 2030
การจัดงาน “Phuket Pride” มีจุดเริ่มต้นมาจากการรวมตัวของชุมชนผู้มีความหลากหลายทางเพศในพื้นที่ป่าตอง จังหวัดภูเก็ต และพัฒนาอย่างต่อเนื่องสู่บทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนงานด้านสุขภาวะทางเพศ การป้องกันเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือ HIV รวมถึงการส่งต่อบริการตรวจโลหิตโดยสมัครใจ และการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนภายในชุมชน ซึ่งได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเป็นอย่างดีมาโดยตลอด นอกจากนั้น “Phuket Pride” ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย “Pride City Network” ในระดับนานาชาติ และในปีนี้ สมาคมอันดามันพาวเวอร์ภูเก็ต ร่วมกับ จังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วย เทศบาลเมืองป่าตอง ศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง ภูเก็ต หน่วยงานภาคธุรกิจและภาคประชาสังคม เครือข่าย LGBTQIN+ และ Pride City Network ได้เตรียมจัดงาน “Phuket Pride Festival 2026” อย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้แนวคิด “From Visibility To Equality” พร้อมยกระดับเทศกาล Pride ของประเทศไทยสู่มาตรฐานสากล ควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว และส่งเสริมสังคมที่เคารพความหลากหลายอย่างยั่งยืน ณ พื้นที่ป่าตอง จังหวัดภูเก็ต
สำหรับการจัดงาน “Phuket Pride Festival 2026” ในปีนี้ ได้มุ่งเน้นการเฉลิมฉลองความหลากหลาย ความเท่าเทียม และพื้นที่ปลอดภัยด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งทางด้านกีฬาและด้านวิชาการ พร้อมสอดแทรกความบันเทิงในทุกกิจกรรม อาทิ การแข่งขัน Phuket Pride Beach Volleyball วันที่ 29 – 31 พฤษภาคม 2569 กิจกรรม Pride Talk Volume III เวทีเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องความหลากหลายทางเพศ ครั้งที่ 3 วันที่ 4 มิถุนายน 2569 การประกวด Miss Queen Andaman Power 2026 เวทีการประกวดสาว TG (Transgender:คนข้ามเพศ) ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในจังหวัดภูเก็ต ณ ศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง ภูเก็ต เพื่อเฟ้นหาไข่มุกสีรุ้งแห่งอันดามัน คนที่ 11 ตัวแทนในการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ของ Phuket Pride Festival และร่วมขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อสังคมตลอดทั้งปี ในวันที่ 5 มิถุนายน 2569 และกิจกรรมไฮไลต์สำคัญ กับขบวนพาเหรดหลากสี “Phuket Pride Parade” เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเทศกาล “Phuket Pride Festival 2026” อย่างยิ่งใหญ่ ในวันที่ 7 มิถุนายน 2569 เชิญชวนนักท่องเที่ยวมาร่วมสร้างสีสันและบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ สะท้อนศักยภาพของภูเก็ตในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลก และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมสู่ความเท่าเทียมอย่างยั่งยืน