<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวภาครัฐ]]></title>
<link>https://queensirikit.prd.go.th/th/content/category/index/id/39</link>
<atom:link href="https://queensirikit.prd.go.th/th/content/category/index/id/39" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[ครม. ไฟเขียว ตั้งกองทุน “สงเคราะห์ – ฟื้นฟู” ผู้ประสบสาธารณภัย แก้กฎหมาย]]></title>
<link>https://queensirikit.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/496402</link>
<guid isPermaLink="false">0315ee3c6db6a26a8c4d4fffe35109f7</guid>
<pubDate>Tue, 21 Apr 2026 16:02:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<h3><strong>&ldquo;กลไกสำคัญ&rdquo; เพิ่มความยืดหยุ่น ลดขั้นตอนเยียวยา เป็นหลักประกันความต่อเนื่องด้านการคลัง</strong></h3>

<p>&nbsp;</p>

<p>วันนี้ (21 เมษายน 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (21 เมษายน 2569) มีมติเห็นชอบการจัดตั้ง &ldquo;กองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย&rdquo; ขึ้นในกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย&nbsp;</p>

<p>โดย &ldquo;แก้ไขเพิ่มเติม&rdquo; พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 เพื่อให้การสงเคราะห์ ช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ดำเนินการการได้อย่างต่อเนื่องไม่ติดขัด</p>

<p>เนื่องจาก พระราชบัญญัติดังกล่าว เป็นกฎหมายหลักที่ใช้มากว่า 18 ปี ถือเป็นกฎหมายหลักและเครื่องมือสำคัญ ที่กำหนดบทบาทและอำนาจรัฐในการจัดการสาธารณภัยให้มีประสิทธิภาพและเป็นเอกภาพ แต่ปัจจุบันภัยพิบัติเกิดถี่และรุนแรงขึ้น แม้รัฐมีการช่วยเหลือผ่านงบกลาง แต่ข้อจำกัดด้านงบประมาณทำให้การเยียวยาล่าช้า</p>

<p>ตั้งแต่ปี 2546&ndash;2569 รัฐใช้งบช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติรวมประมาณ 1.23 แสนล้านบาท เฉลี่ยปีละ 5.3 พันล้านบาท โดยปี 2569 ใช้งบสูงถึง 2.5 หมื่นล้านบาท</p>

<p>ดังนั้น การจัดตั้งกองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัยขึ้นในกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จะทำให้ &ldquo;มีแหล่งเงิน&rdquo; สำหรับการสงเคราะห์ ช่วยเหลือเยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัยที่แน่นอน เกิดความยืดหยุ่น ลดขั้นตอนกระบวนการในการเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยา&nbsp; ซึ่งจะเป็น &ldquo;หลักประกัน&rdquo; ความต่อเนื่องด้านการคลัง&nbsp;</p>

<p>&ldquo;การดำเนินการดังกล่าว สอดคล้องกับนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภามุ่งพัฒนาระบบการดูแลประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติให้ครอบคลุมประชาชนทุกครัวเรือน โดยออกแบบกลไกการบริหารจัดการที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ คำนึงความยั่งยืนทางการคลัง และสามารถให้ความคุ้มครองและเยียวยาผลกระทบได้อย่างรวดเร็ว เป็นธรรม&rdquo; โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุ</p>

<p>ข้อมูลจาก&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/163243">https://www.thaigov.go.th/th/news/163243</a></p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://queensirikit.prd.go.th/th/file/get/file/202604218aacca2de2ac80b4d1c158ebbb385cc9160241.png' type='image/png' length='653313' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“สุชาติ” นำทีมลุยเชียงใหม่ ร่วม ครม. นายกฯ อนุทิน เร่งคลี่คลายไฟป่า–หมอกควันภาคเหนือ คุมเข้ม PM2.5 พร้อมเฝ้าระวังสารหนูในลำน้ำชายแดน]]></title>
<link>https://queensirikit.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/496283</link>
<guid isPermaLink="false">cd27027e39cefed24a7b46b913e13534</guid>
<pubDate>Tue, 21 Apr 2026 13:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p data-asw-orgfontsize="14">&ldquo;สุชาติ&rdquo; นำทีมลุยเชียงใหม่ ร่วม ครม. นายกฯ อนุทิน เร่งคลี่คลายไฟป่า&ndash;หมอกควันภาคเหนือ คุมเข้ม PM2.5 พร้อมเฝ้าระวังสารหนูในลำน้ำชายแดน</p>

<p data-asw-orgfontsize="14">วันนี้ (20 เมษายน 2569) เวลา 14.30 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคณะผู้บริหารกระทรวงฯ ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อร่วมประชุมติดตามสถานการณ์และการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่ภาคเหนือ ร่วมกับคณะรัฐมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม ณ หอประชุมอาคารยอดทัพ กองพลทหารราบที่ 7 อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์</p>

<p data-asw-orgfontsize="14">ที่ประชุมได้รับรายงานผลการดำเนินงานจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&nbsp;<br />
เพื่อนำไปสู่การบูรณาการข้อมูลและกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายให้ทุกหน่วยงานเร่งดำเนินมาตรการเชิงรุก ลดจุดความร้อน ควบคู่การป้องกันในระยะยาว พร้อมสนับสนุนการนำเทคโนโลยีมาใช้ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืน</p>

<p data-asw-orgfontsize="14">นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานความร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดนอย่างเป็นระบบ พร้อมกำหนดมาตรการร่วมระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงมหาดไทย ในการควบคุมและจำกัดการเข้าพื้นที่ป่าสงวนและป่าอนุรักษ์ ในพื้นที่เสี่ยงอย่างเข้มงวด เพื่อลดปัจจัยการเกิดไฟป่าจากกิจกรรมของมนุษย์ และมอบหมายให้แต่ละจังหวัดสามารถดำเนินการจัดการสถานการณ์บอกควันไฟป่า ผ่านการบริหารจัดการแบบ Single Command เพื่อให้เกิดความชัดเจนและการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ<br />
ทั้งนี้ ประเด็นสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการปนเปื้อนของโลหะหนักในแหล่งน้ำตามแนวชายแดน นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กรมควบคุมมลพิษเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมกันนี้ได้เร่งรัดการจัดซื้อสถานีวิเคราะห์โลหะหนักในน้ำแบบ 24 ชั่วโมง ให้ครอบคลุมทั้งแม่น้ำกก แม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำโขง เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นของประชาชนต่อข้อมูลคุณภาพน้ำ และสามารถสื่อสารแนวทางการปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้อง</p>

<p data-asw-orgfontsize="14">นายสุชาติ ชมกลิ่น กล่าวว่า &ldquo;กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเร่งบูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย จังหวัด และทุกภาคส่วนอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงใน 17 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อเร่งควบคุมสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันให้คลี่คลายโดยเร็วที่สุด พร้อมเน้นย้ำมาตรการป้องกันล่วงหน้า ลดการเผาในที่โล่ง ลดการเกิดซ้ำ รวมถึงการแก้ปัญหาเรื่องมลพิษข้ามแดน เพื่อยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ควบคู่กับการเฝ้าระวังผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในทุกมิติอย่างใกล้ชิด&rdquo;</p>

<p data-asw-orgfontsize="14">ภายหลังการประชุม คณะได้ลงพื้นที่วัดพระธาตุดอยสะเก็ด อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามการดำเนินงานในพื้นที่ ทั้งภารกิจดับไฟป่าตามแนวคิด &ldquo;ป่าเปียก&rdquo; (Wet Fire Break) และการสาธิตการใช้เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ขนาดใหญ่ (โดรน) ในการสำรวจและสนับสนุนการดับไฟป่า พร้อมทั้งให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่</p>

<p data-asw-orgfontsize="14">ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดินหน้าบูรณาการทุกภาคส่วน แก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และ PM2.5 รวมถึงปัญหามลพิษข้ามแดนอย่างเป็นระบบ เพื่อมุ่งลดผลกระทบต่อสุขภาพและชีวิตของประชาชน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://queensirikit.prd.go.th/th/file/get/file/202604218692f3a94f757a50af6de1e8b20cdff1132713.jpeg' type='image/jpg' length='555519' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ทส. เข้าร่วมรับมอบนโยบายจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2570 มุ่งยกระดับการบริหารภาครัฐ โปร่งใส มีประสิทธิภาพ พร้อมขับเคลื่อนประเทศสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน]]></title>
<link>https://queensirikit.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/496282</link>
<guid isPermaLink="false">e7450b73474fb5d4b852a8debec6d919</guid>
<pubDate>Tue, 21 Apr 2026 13:25:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ทส. เข้าร่วมรับมอบนโยบายจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2570 มุ่งยกระดับการบริหารภาครัฐ โปร่งใส มีประสิทธิภาพ พร้อมขับเคลื่อนประเทศสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน</p>

<p>วันนี้ (20 เมษายน 2569) เวลา 10.00 น. ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้ นายประเสริฐ ศิรินภาพร รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมการประชุมมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการมอบนโยบาย ซึ่งมีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ และผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี</p>

<p>ในการนี้ นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำทิศทางสำคัญของประเทศว่า &ldquo;ประเทศไทยต้องก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง มุ่งสู่ประเทศรายได้สูง ด้วยเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและลดความเหลื่อมล้ำอย่างเป็นรูปธรรม&rdquo; โดยกำหนดกรอบการขับเคลื่อน 5 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างทั่วถึงและยั่งยืน ด้านการต่างประเทศและความมั่นคงที่เสริมบทบาทไทยในเวทีโลกควบคู่ความปลอดภัยของชาติ ด้านสังคมที่ยกระดับคุณภาพชีวิต การศึกษา และสุขภาพของประชาชน ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มุ่งบริหารจัดการอย่างสมดุล ลดผลกระทบ และเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ และด้านการบริหารภาครัฐที่มุ่งสู่ความทันสมัย โปร่งใส และปราศจากการทุจริต</p>

<p>พร้อมกันนี้ ได้กำหนดแนวทางการจัดทำงบประมาณจำนวน 8 ประการ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐ ได้แก่ การขับเคลื่อนนโยบายสำคัญอย่างเป็นรูปธรรม การสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณอย่างตรงเป้าหมาย การใช้ข้อมูลเชิงวิเคราะห์ประกอบการตัดสินใจ การใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า การกระจายงบประมาณเชิงพื้นที่ให้เกิดความสมดุล การปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และการดำเนินงานภายใต้กรอบกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณของประเทศเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ตอบสนองต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในทุกมิติ</p>

<p>นอกจากนี้ ภายในงานยังมีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างหน่วยงานสำคัญ ได้แก่ สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. เพื่อเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐอย่างบูรณาการ อันจะช่วยยกระดับความโปร่งใส เพิ่มความสะดวกในการตรวจสอบ ลดความซ้ำซ้อนในการดำเนินงาน และเสริมประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตได้อย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://queensirikit.prd.go.th/th/file/get/file/2026042188764d91cf449eec73b5c51ebae325be132610.jpeg' type='image/jpg' length='462340' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กระทรวงเกษตรฯ จัดพิธีบวงสรวงคันไถงานพระราชพิธีพืชมงคลฯ ปี 2569 เพื่อความเป็นสิริมงคลและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ ผู้ปฏิบัติงาน และเกษตรกร]]></title>
<link>https://queensirikit.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/496279</link>
<guid isPermaLink="false">ffb48f8e325167c322150f0f1a7d168c</guid>
<pubDate>Tue, 21 Apr 2026 13:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีบวงสรวงคันไถในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2569 เพื่อความเป็นสิริมงคลและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่และผู้ปฏิบัติงาน โดยมีผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คณะผู้บริหารกรมส่งเสริมการเกษตร เทพีคู่หาบทอง และเทพีคู่หาบเงิน เข้าร่วม ณ บริเวณปะรำพิธีอาคารจัดเก็บคันไถ กรมส่งเสริมการเกษตร โดยพิธีบวงสรวงคันไถ&nbsp;ได้เริ่มขึ้นในเวลา&nbsp;09.00 น. ประธานในพิธีจุดเทียนธูปบูชาเครื่องสังเวยบวงสรวงคันไถ พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ กล่าวนำคำอธิษฐานจิต จากนั้นประธานปักธูปบนเครื่องสังเวยบวงสรวงคันไถ นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมด้วยเทพีคู่หาบทอง เทพีคู่หาบเงิน ปักธูปบนเครื่องสังเวยบวงสรวงคันไถ พระมหาราชครูฯ อ่านโองการ ประพรมน้ำเทพมนตร์ และเจิมคันไถ ลำดับต่อมา ประธาน และอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร นำพวงมาลัยคล้องคันไถ ตามลำดับ จากนั้น ประธานโปรยข้าวตอกดอกไม้ บริเวณเครื่องสังเวยเพื่อความเป็นสิริมงคล ผู้บริหารที่ร่วมในพิธี เทพีคู่หาบทอง เทพีคู่หาบเงิน ร่วมวางพวงมาลัยบนพานหน้าคันไถเพื่อสักการะเป็นอันเสร็จพิธี</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นผู้จัดเก็บ ดูแล รักษา ซ่อมแซม ปรับปรุง และจัดเตรียมคันไถ สำหรับวันงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2569 ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ปฏิบัติหน้าที่นี้มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยในช่วงเดือนเมษายน ก่อนพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญของทุกปี กรมส่งเสริมการเกษตรจะดำเนินการซ่อมแซม ปรับปรุงคันไถให้มีสภาพสมบูรณ์พร้อมใช้งาน เพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งถือเป็นการบูชาพระพลเทพ ผู้มีคันไถเป็นอาวุธ</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;ทั้งนี้ ในอดีต คันไถเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการเตรียมดินก่อนปลูกข้าว ใช้แรงงานสัตว์ เช่น โค กระบือ ในการขับเคลื่อน ซึ่งถูกนำมาใช้ประกอบพิธีไถหว่านในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญทุกปี โดยในปี 2569 สำนักพระราชวังได้กำหนดวันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประกอบด้วย พระราชพิธี 2 พิธีรวมกัน คือ พระราชพิธีพืชมงคล อันเป็นพิธีสงฆ์ ซึ่งเป็นการประกอบพระราชพิธีวันแรกที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง ในวันอังคารที่ 12 พฤษภาคม 2569 และพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ (วันไถหว่าน) อันเป็นพิธีพราหมณ์ โดยประกอบพระราชพิธี ในวันพุธที่ 13 พฤษภาคม 2569 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;สำหรับคันไถที่ใช้ประกอบพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในปัจจุบัน สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2539 โดยเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมหนองโพ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมสร้างถวายพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร กรมส่งเสริมการเกษตรได้เก็บรักษาไว้ที่อาคารจัดเก็บคันไถ ซึ่งมีชุดองค์ประกอบ ดังนี้</p>

<ol>
	<li>
	<p>คันไถ สีแดงชาดลงรักปิดทองตลอดคัน ขนาดความสูง 2.26 เมตร ยาว 6.59 เมตร หัวคันไถทำเป็นเศียรพญานาค ลวดลายประดับคันไถเป็นลายกระจังตาอ้อย ปลายไถหุ้มผ้าขาวขลิบทองสำหรับมือจับ</p>
	</li>
	<li>
	<p>แอกเทียมพระโค ยาว 1.55 เมตร ตรงกลางแอกประดับด้วยรูปครุฑยุดนาคหล่อด้วยทองเหลืองลงรักปิดทองอยู่บนฐานบัว ปลายแอกทั้งสองด้านแกะสลักเป็นรูปเศียรพญานาคลงรักปิดทอง ปลายแอกแต่ละด้านมีลูกแอกทั้งสองด้านสำหรับเทียมพระโคพร้อมเชือกกระทาม</p>
	</li>
	<li>
	<p>ฐานรอง เป็นที่สำหรับรองรับคันไถพร้อมแอก ทำด้วยไม้เนื้อแข็ง</p>
	</li>
	<li>
	<p>ธงสามชาย เป็นธงประดับคันไถติดตั้งอยู่บนเศียรนาคทำด้วยกระดาษและผ้าสักหลาด เขียนลวดลายลงรักปิดทองประดับด้วยกระจกแวว มีพู่สีขาวประดับเป็นเครื่องสูงชนิดหนึ่งเพื่อประดับพระเกียรติ</p>
	</li>
</ol>
]]></description>
<enclosure url='https://queensirikit.prd.go.th/th/file/get/file/20260421ef69bb7ad20710225a3c03c2841b5261132101.jpg' type='image/jpg' length='128085' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[โฆษกรัฐบาลขอบคุณ คปท. สะท้อนเสียงประชาชน ย้ำรับฟังทุกข้อคิดเห็น]]></title>
<link>https://queensirikit.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/496255</link>
<guid isPermaLink="false">765c51bdd274d0f017045b0fe6110754</guid>
<pubDate>Tue, 21 Apr 2026 12:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(21 เม.ย. 69) เวลา 09.30 น. นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รับหนังสือข้อร้องเรียนจากเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) เครือข่ายแรงงาน และเครือข่ายเกษตรกร ณ บริเวณทำเนียบรัฐบาล&nbsp;</p>

<p>โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณ คปท. และ สรส. ที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนประชาชนนำเสนอข้อห่วงใยและสะท้อนความกังวลต่อรัฐบาล พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลรับทราบทุกประเด็นที่มีการยื่นเสนอผ่านช่องทางต่าง ๆ หากเรื่องใดที่พิจารณาแล้วเสร็จก็จะมารายงานให้ทราบ</p>

<p>สำหรับประเด็นสำคัญ อาทิ กรณี MOU44 มีความชัดเจนในทิศทางการดำเนินการแล้ว ส่วนการดูแลความเดือดร้อนของประชาชนและแรงงาน โดยเฉพาะการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายก็จะมีมาตรการออกมาจากนี้ รวมถึงแนวคิดการพัฒนา Entertainment Complex เพื่อสร้างรายได้ให้ประเทศและส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งขอยืนยันว่าไม่มีประเด็นกาสิโน ขณะเดียวกัน ในด้านความมั่นคง จำเป็นต้องพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กลาโหม ประชาชนในพื้นที่ และมิติด้านการต่างประเทศอย่างรอบด้าน</p>

<p>ทั้งนี้ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า รัฐบาลเข้าใจความกังวลของทุกภาคส่วน และพร้อมเร่งแก้ไขปัญหา บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างเต็มที่ หากมีเรื่องใดที่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ทันที จะต้องมีการชี้แจงเหตุผลอย่างชัดเจน พร้อมเดินหน้าทำงานร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการสะท้อนเสียงของประชาชนมาโดยตลอด</p>

<p>โดยข้อเสนอเชิงนโยบายและข้อห่วงใย 5 ประการของ คปท. ประกอบด้วย<br />
1. ขอให้รัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรี เป็นเจ้าภาพปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบอย่างเร่งด่วน โดยคำนึงถึงความมั่นคงของประเทศ ไม่ใช่เพื่อแสวงหาผลกำไรเพียงอย่างเดียว<br />
2. ขอให้ยกเลิกข้อตกลงไทย&ndash;กัมพูชา MOU43 และ MOU44 โดยทันที<br />
3. ขอให้เร่งปฏิรูปโครงสร้างค่าจ้างแรงงาน ให้เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ ครอบคลุมทุกอาชีพ<br />
4. ขอให้เร่งปฏิรูประบบรัฐวิสาหกิจด้านสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้า ประปา รถไฟ ให้มีประสิทธิภาพ โดยไม่ใช่การแปรรูปในลักษณะเดียวกับ ปตท.<br />
5. ขอให้เร่งปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมตามหลักนิติรัฐ นิติธรรม และความเสมอภาคของประชาชนทุกคน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://queensirikit.prd.go.th/th/file/get/file/20260421c65a645b2af924af3e8fa6c1f1f6cfe1122146.jpg' type='image/jpg' length='521577' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีชี้แจงการขึ้นภาษี VAT จาก 7% เป็น 10% นั้น เป็นข่าวปลอม]]></title>
<link>https://queensirikit.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/496216</link>
<guid isPermaLink="false">e79ed6de505a779a55bbfa984f153c34</guid>
<pubDate>Tue, 21 Apr 2026 11:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(21 เม.ย. 69) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจง ตามที่มีการส่งข้อความในสื่อโซเชียลว่าจะมีการขึ้นภาษี VAT จาก 7% เป็น 10% นั้น เป็นข่าวปลอม รัฐบาลมีแต่จะพิจารณามาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายประชาชนเท่านั้น</p>

<p>ส่วนประเด็นที่มีการวิจารณ์รัฐบาลว่า รัฐบาลข้ามหัวข้าราชการ จะทำการออกพระราชกำหนดกู้เงิน &nbsp;เพื่อใช้ประคับประคองเศรษฐกิจยามฉุกเฉิน &nbsp; แต่ข้าราชการระดับสูงของกระทรวงการคลังยังไม่ทราบเรื่อง<br />
&nbsp;<br />
ขออธิบายว่า รองนายกรัฐมนตรีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ เพียงตอบโดยให้ความเห็นทางกฎหมาย ว่า<br />
&ldquo;ถ้าจะออกพระราชกำหนดกู้เงินก็ทำได้ตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ คือเป็นกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วน เพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ เช่น วิกฤตโควิด-19 ก็เคยกู้แบบนี้ &nbsp;ซึ่งไม่ได้มีปัญหาข้อกฎหมาย&nbsp;</p>

<p>และเมื่อถูกถามต่อว่า ขณะนี้เข้าเกณฑ์ 172 ไหม? รองนายกฯ ได้ตอบไปว่า &ldquo;สถานการณ์เช่นนี้ก็เข้านะ เงินคงคลังเหลือไม่มาก ไหนจะผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แถมปีนี้ยังจะมี super El Ni&ntilde;o อีก ซึ่งกระทบต่อผลิตผลทางการเกษตร ต้องมีไว้สำหรับกรณีฉุกเฉินที่ไม่รู้ว่าจะมีอะไรอีก&rdquo;</p>

<p>นางสาวรัชดา ย้ำว่า การบริหารราชการแผ่นดิน รัฐบาลและข้าราชการต้องทำงานร่วมกัน รับฟังกันและกัน การด่วนสรุปว่า มีการตัดสินใจข้ามหัวข้าราชการจึงเป็นความคิดเห็นที่เกินเลยไปมากทีเดียว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://queensirikit.prd.go.th/th/file/get/file/202604219ca6339c533485cf2a44fc7711868b09110606.jpg' type='image/jpg' length='65807' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ ย้ำจัดทำงบฯ ปี 2570 ต้อง “ตรงเป้า แม่นยำ” ตอบโจทย์นโยบายสำคัญ 5 ด้าน ยึดหลักความคุ้มค่าเกิดประโยชน์สูงสุด]]></title>
<link>https://queensirikit.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/496166</link>
<guid isPermaLink="false">43ff79a4d3975eb5f6149acf92caec21</guid>
<pubDate>Tue, 21 Apr 2026 09:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong><img alt="📌" height="16" referrerpolicy="origin-when-cross-origin" src="https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/tac/1/16/1f4cc.png" width="16" />บทสรุป</strong></p>

<p>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จำนวน 3.788 ล้านล้านบาท</p>

<p>โดยนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำการจัดทำงบประมาณจะต้อง &ldquo;ตรงเป้า แม่นยำ&rdquo; ตอบโจทย์นโยบาย &ldquo;10 พลัส&rdquo; และนโยบายสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจ การต่างประเทศและความมั่นคง สังคม ภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม</p>

<p>และการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย โดยการใช้งบประมาณให้ยึดหลักความคุ้มค่า และงบประมาณฐานศูนย์ (Zero-based Budgeting) พิจารณาจากความจำเป็น เร่งด่วน ความเหมาะสมของสถานการณ์ และปรับลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น อีกทั้งสำนักงบประมาณได้ชี้แจงการปรับปรุงปฏิทินงบประมาณปี พ.ศ. 2570 ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 เพื่อให้พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 สามารถประกาศใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 โดยขอให้หน่วยรับงบประมาณทบทวนความเหมาะสม และจัดทำรายละเอียดคำของบประมาณ ส่งให้สำนักงบประมาณ ภายในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 สำหรับยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณจะเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณา วันที่ 21 เมษายน 2569 เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ และนโยบายสำคัญของรัฐบาล ให้บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนด ด้วยการใช้จ่ายงบประมาณอย่างคุ้มค่า ประหยัด มีประสิทธิภาพ สามารถเร่งรัดการกระจายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ</p>

<p><strong><img alt="📌" height="16" referrerpolicy="origin-when-cross-origin" src="https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/tac/1/16/1f4cc.png" width="16" />รายละเอียด</strong></p>

<p>(20 เม.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยระบุว่า การจัดทำงบประมาณรายจ่ายในครั้งนี้มีความแตกต่างจากที่ผ่านมา เนื่องจากประเทศไทยกำลังเผชิญสถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง โดยเฉพาะความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ดังนั้น ภาครัฐจำเป็นต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน โดยเริ่มจากการทบทวนและปรับลดงบประมาณในโครงการที่ไม่จำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดประโยชน์สูงสุด การจัดทำงบประมาณจะต้อง &ldquo;ตรงเป้า แม่นยำ&rdquo; และตอบโจทย์นโยบาย &ldquo;10 พลัส&rdquo; เพื่อพาประเทศก้าวผ่านวิกฤต ควบคู่กับการวางรากฐานการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเร่งหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง โดยรัฐบาลกำหนดกรอบนโยบายสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่</p>

<p>1. เศรษฐกิจ มุ่งกระจายรายได้ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และส่งเสริมการค้า เกษตร และการท่องเที่ยวผ่านนโยบายพุ่งเป้าเฉพาะกลุ่ม</p>

<p>2. การต่างประเทศและความมั่นคง เสริมบทบาทไทยในเวทีโลก เร่งผลักดันเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 ควบคู่กับการยกระดับความมั่นคงชายแดนและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน</p>

<p>3. สังคม ยกระดับการศึกษา สุขภาพ เสริมสร้างความเข้มแข็งครอบครัวและชุมชน ผ่านนโยบายสูงวัยพลัส และการศึกษาเท่าเทียมพลัส</p>

<p>4. ภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม ยกระดับระบบบริหารจัดการน้ำและการรับมือภัยพิบัติ และมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 ผ่านนโยบายเศรษฐกิจสีเขียวพลัส</p>

<p>5. การบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย เพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐให้เป็น &ldquo;ราชการทันใจ&rdquo; ปราบคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง ด้วยนโยบาย AI พลัส และไทยแลนด์ พลัส</p>

<p>สำหรับกรอบวงเงินงบประมาณปี 2570 อยู่ที่ 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเพียง 7,400 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.2 เท่านั้น ขณะที่ภาระรายจ่ายจำเป็นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้การใช้งบประมาณยึดหลักความคุ้มค่า และงบประมาณฐานศูนย์ (Zero-based Budgeting) โดยพิจารณาจากความจำเป็น ความเร่งด่วน และความเหมาะสมของสถานการณ์ พร้อมปรับลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นอย่างจริงจัง พร้อมกำหนด &ldquo;กฎเหล็ก&rdquo; ว่า การขอรับงบประมาณเพิ่มจะต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของปีที่ผ่านมา และต้องเป็นรายจ่ายลงทุนเท่านั้น รวมทั้งขอให้ทุกหน่วยรับงบประมาณปรับลดคำขอตั้งงบประมาณสำหรับการศึกษาดูงาน และการปรับลดการก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่ของหน่วยงาน โดยให้เน้นการเช่ามากกว่า หรือหากมีความจำเป็น ขอให้ใช้การลงทุนในรูปแบบของการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public - Private Partnership: PPP) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตของประเทศไทย (Thailand Future Fund) และเสนอคำขอตั้งงบลงทุนเท่าที่จำเป็น</p>

<p>นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญของการรักษาอธิปไตยของประเทศ โดยต้องเสริมความพร้อมด้านความมั่นคงอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ให้มีความทันสมัยและเพียงพอ ขอให้กองทัพร่วมกับสำนักงบประมาณวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการปกป้องอธิปไตย รักษาเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของชาติ ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคงอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง และให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transformation)</p>

<p>โดยส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด อาทิ การใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือรถยนต์ Hybrid ในภาครัฐ รวมถึงการติดตั้ง Solar Rooftop ในหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานในระยะยาว</p>

<p>โอกาสนี้นายกรัฐมนตรีได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านงบประมาณ ระหว่าง 5 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงาน ป.ป.ช. และสำนักงาน ป.ป.ท. เพื่อยกระดับความโปร่งใส ลดการทุจริต และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณของภาครัฐ</p>

<p>ด้านนายกรณินทร์ กาญจโนมัย รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวชี้แจงถึงการปรับปรุงปฏิทินงบประมาณปี พ.ศ. 2570 ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 เพื่อให้พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 สามารถประกาศใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นของปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยขอให้หน่วยรับงบประมาณดำเนินการ 2 เรื่อง คือ 1. ทบทวนความเหมาะสม วิเคราะห์และจัดทำรายละเอียดคำของบประมาณ 2. ทบทวนงบประมาณรายจ่ายแผนงานบูรณาการ และรายการทางการเงินที่เกี่ยวกับเงินนอกงบประมาณ เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีเจ้าสังกัด พิจารณาให้ความเห็นชอบและส่งให้สำนักงบประมาณในรูปแบบเอกสาร และระบบ e-Budgeting ภายในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ปีนี้เป็นปีที่สำคัญมาก งบประมาณมีจำกัด ต้องทำงบประมาณแบบแม่นยำ ตรงเป้าหมาย ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาของประเทศ ยึดหลักการทำงบประมาณแบบฐานศูนย์ คำนึงถึงการใช้จ่ายงบประมาณอย่างคุ้มค่า</p>

<p>สำหรับยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณที่จะเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณา วันที่ 21 เมษายน 2569 ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการจัดสรรงบประมาณให้สามารถขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ และนโยบายสำคัญของรัฐบาล ให้บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนด เพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ และมุ่งแก้ไขปัญหาเร่งด่วน พร้อมกับโอกาสและความเสมอภาคทางเศรษฐกิจและสังคม ภายใต้กรอบวงเงินที่มีจำกัด 3.788 ล้านล้านบาท โดยหน่วยรับงบประมาณต้องจัดลำดับความสำคัญในการเสนอคำขอ ตามความจำเป็น เร่งด่วน และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ให้ความสำคัญกับโครงการหรือการดำเนินการเพื่อเพิ่มงบประมาณรายจ่ายลงทุน และเสนอขอรับงบประมาณรายจ่ายประจำเท่าที่จำเป็น เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณมีความคุ้มค่า ประหยัด รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผล และสามารถเร่งรัดการกระจายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ ซึ่งในแต่ละยุทธศาสตร์จะมีจุดเน้นที่สำคัญ ได้แก่</p>

<p>1. ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง มีจุดเน้นสำคัญ 4 ข้อ คือ สถาบันของชาติ การธำรงรักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ส่งเสริมการน้อมนำและเผยแพร่แนวทางพระราชดำริและการทรงงานตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ให้เกิดการปฏิบัติอย่างกว้างขวาง ยาเสพติดและอาชญากรรม บูรณาการบังคับใช้กฎหมาย ปราบปรามอาชญากรรม และการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างจริงจัง แก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเป็นระบบ รักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ความมั่นคง แก้ไขปัญหาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ &ldquo;เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา&rdquo; ป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติ พัฒนาระบบการป้องกันประเทศ และศักยภาพของกองทัพ พัฒนาระบบทหารอาสาและการปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร การต่างประเทศ การรักษาสมดุลกับทุกขั้วอำนาจและขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศด้วย &ldquo;ทีมประเทศไทย&rdquo; และเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าเป็นสมาชิก OECD ในปี 2571 โดยมีเป้าหมาย เพื่อให้ประชาชนอยู่ดี กินดี และมีความสุข บ้านเมืองมีความมั่นคงในทุกมิติ และทุกระดับ</p>

<p>2. ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน มีจุดเน้นสำคัญ 5 เรื่อง ได้แก่ การเกษตร ส่งเสริมการทำเกษตรยั่งยืน เพื่อยกระดับรายได้ และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย พัฒนาการทำเกษตรแม่นยำ ด้วย AI อุตสาหกรรม ส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศให้เอื้อต่อการพัฒนาและการปรับโครงสร้างไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมาย การท่องเที่ยว พัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวให้พร้อมรองรับการพักระยะยาวของนักท่องเที่ยวต่างชาติและยกระดับเมืองน่าเที่ยวสู่การสร้างมูลค่าสูง ยกระดับความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยว SMEs สร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทย และส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุน แก้ไขปัญหาหนี้สินของ SMEs สนับสนุนเทคโนโลยีของไทยในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ พัฒนาเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) สู่การวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่ โครงสร้างพื้นฐาน ปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ดำเนินโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน โดยมีเป้าหมาย เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้สูงขึ้น</p>

<p>3. ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ มีจุดเน้นสำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่ การศึกษา พัฒนาระบบการศึกษาที่มีความยืดหยุ่นสูง ส่งเสริมการเรียนรู้ออนไลน์ พัฒนาระบบเชื่อมโยงการรับรองผลการเรียนรู้ เพื่อให้คนไทยสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ทันที (Skill Bridge) ส่งเสริมทักษะแห่งอนาคต อาทิ ทักษะดิจิทัล (Digital Literacy) ทักษะปัญญาประดิษฐ์ (AI) การพัฒนาคนทุกช่วงวัย พัฒนาศักยภาพคนไทยอย่างรอบด้านควบคู่กับทักษะพื้นฐานชีวิต ยกระดับสมรรถนะของแรงงานทุกกลุ่ม ผ่านการเพิ่มพูนทักษะความรู้ใหม่ (Upskill/Newskill) รวมถึงพัฒนาทักษะเดิม (Reskill) สาธารณสุข สร้างความสมดุลระหว่างการดูแลเชิงป้องกันและการรักษาพยาบาล มุ่งเน้นการแพทย์แม่นยำและการใช้เทคโนโลยี AI เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของการให้บริการ อาทิ การแพทย์ทางไกล (Telemedicine) พัฒนาระบบฐานข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลและเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลกลางของประเทศ โดยมีเป้าหมาย เพื่อคนไทยเป็นคนดี คนเก่ง</p>

<p>มีคุณภาพ สังคมไทยมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อและสนับสนุนต่อการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต</p>

<p>4. ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม มีจุดเน้นที่สำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่ พลังทางสังคม ส่งเสริมการกระจายอำนาจทางการคลังให้ท้องถิ่นตามความพร้อมควบคู่กับการส่งเสริมเศรษฐกิจสูงวัย เพื่อให้เกิดการสร้างรายได้ พึ่งพาตนเองได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีสวัสดิการที่มั่นคง ความเสมอภาค จัดความคุ้มครองทางสังคมให้ประชาชนได้รับสวัสดิการที่เหมาะสม และสามารถรองรับผลกระทบจากวิกฤตสังคม และภัยพิบัติ เศรษฐกิจฐานราก พัฒนาทักษะทางการเงินให้คนไทยทุกกลุ่ม แก้ปัญหาหนี้แบบเบ็ดเสร็จและปรับโครงสร้างหนี้ โดยมีเป้าหมาย เพื่อสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ กระจายศูนย์กลางความเจริญทางเศรษฐกิจและสังคม</p>

<p>5. ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีจุดเน้นที่สำคัญ 4 เรื่อง ได้แก่ เพิ่มพื้นที่สีเขียว ส่งเสริมให้เกิดการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ เพิ่มพื้นที่ดูดซับก๊าซเรือนกระจกขยายพื้นที่สีเขียว ผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 พัฒนาระบบตลาดคาร์บอน PM2.5 ป้องกันและลดการเผาในภาคการเกษตร เพื่อลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 การบริหารจัดการปัญหามลพิษทางอากาศ บริหารจัดการน้ำ จัดระบบบริหารจัดการภัยพิบัติด้านน้ำให้มีการพยากรณ์และระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพโดยใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ และ AI ในการวิเคราะห์พยากรณ์ข้อมูลน้ำทั้งระบบและต้องมีความแม่นยำในระดับตำบล โดยมีเป้าหมาย เพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมอย่างมีคุณค่าและสมดุล</p>

<p>6. ยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ มีจุดเน้นที่สำคัญ 4 เรื่อง ได้แก่ รัฐบาลดิจิทัล พัฒนารัฐบาลดิจิทัลเต็มรูปแบบ ปรับการบริการภาครัฐ &ldquo;ราชการทันใจ&rdquo; เปลี่ยนผ่านสู่ &ldquo;ระบบดิจิทัลอัจฉริยะ&rdquo; ผลักดันร่างกฎหมายอำนวยความสะดวกและให้บริการสาธารณะฯ (Super License) การจัดเก็บข้อมูลภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ (Machine Readable) และเชื่อมโยงข้อมูลด้วย AI การเงินการคลัง เสริมสร้างวินัยทางการเงินและการคลัง แก้ไขกฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง เพิ่มมาตรการจัดการคู่สัญญาภาครัฐที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสาธารณะ เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้จ่ายงบประมาณ กฎหมาย ยกเลิกกฎหมายและขั้นตอนที่ไม่จำเป็น เร่งเสนอร่างชุดกฎหมาย Omnibus Law ปฏิรูปกฎหมายล้าสมัย ปฏิบัติตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ธรรมาภิบาลภาครัฐ สร้างความโปร่งใสและธรรมาภิบาลภาครัฐ ยึดหลักคุณธรรมและมาตรฐานด้านจริยธรรมอย่างเคร่งครัด และต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบ โดยมีเป้าหมาย เพื่อให้ภาครัฐมีความทันสมัย มีสมรรถนะ ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส</p>

<p>โดยการทบทวนการจัดทำงบประมาณปี พ.ศ. 2570 เพื่อให้สอดคล้องกับการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา ตามแนวทางการบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามแนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งกำหนดให้มีกลไกการบริหารราชการแผ่นดินภายใต้แนวคิดการบริหารภาครัฐด้วยระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ หรือ คลัสเตอร์ จึงได้มีการกำหนดแผนบูรณาการของปี 2570 จาก 7 แผนบูรณาการ เหลือ 3 แผนบูรณาการ ได้แก่</p>

<p>1. แผนบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ</p>

<p>2. แผนบูรณาการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. ร่วมเป็นฝ่ายเลขานุการ</p>

<p>และ 3. แผนบูรณาการรัฐบาลดิจิทัล</p>

<p>ในการจัดทำงบประมาณปี พ.ศ. 2570 ขอให้เป็นการจัดทำงบประมาณที่ตรงเป้าหมาย แม่นยำ ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาของประเทศ ตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง เน้นความคุ้มค่า ประหยัด โปร่งใส เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ รวมทั้งพิจารณาจัดลำดับความสำคัญของโครงการ ความจำเป็น เร่งด่วน และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล การดูแลความเป็นอยู่ของประชาชน การสนับสนุนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้กับประเทศแข่งขันได้ทั้งในระดับภูมิภาคและในระดับสากล รวมทั้งจูงใจให้ภาคเอกชน และนักธุรกิจจากต่างประเทศ เข้ามาลงทุนในประเทศเพิ่มมากขึ้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://queensirikit.prd.go.th/th/file/get/file/2026042109ec7a2ca066d02d6392aaf0238cf5cb093749.jpg' type='image/jpg' length='50290' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ นำ รมต. ลงเชียงใหม่ สั่งใช้ “Single Command” แก้ไฟป่า ฝุ่น PM2.5 ภัยแล้ง ฝุ่นข้ามแดน ดูแลสุขภาพประชาชน]]></title>
<link>https://queensirikit.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/496157</link>
<guid isPermaLink="false">f25e40a9bb8ea621277802c1cdc88178</guid>
<pubDate>Tue, 21 Apr 2026 09:24:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong><img alt="📌" height="16" referrerpolicy="origin-when-cross-origin" src="https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/tac/1/16/1f4cc.png" width="16" />บทสรุป</strong></p>

<p>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามสถานการณ์ไฟป่า ฝุ่น PM2.5 รวมถึงสถานการณ์ภัยแล้งอย่างเป็นระบบ โดยสั่งการให้เร่งรัดบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ดำเนินงานแบบ &ldquo;Single Command&rdquo; มอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บัญชาการในพื้นที่ พร้อมจัดตั้ง War Room เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา และบูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงาน โดยใช้ข้อมูลจากดาวเทียมและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้หน่วยงานสามารถเฝ้าระวังและวางแผนแก้ไขปัญหาได้อย่างแม่นยำ ตรงจุด และทันต่อสถานการณ์ พร้อมดำเนินมาตรการเชิงรุก ทั้งการลดการเผาในภาคเกษตร ส่งเสริมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ส่วนปัจจัยฝุ่นข้ามแดน ได้ใช้ทั้งกลไกความร่วมมือในระดับอาเซียนควบคู่กับมาตรการภายในประเทศ โดยเฉพาะการควบคุมการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลอดจากการเผา ส่งผลให้สถานการณ์ในบางพื้นที่ปรับตัวดีขึ้น ขณะเดียวกันได้เตรียมรับมือสถานการณ์ภัยแล้งซึ่งคาดว่าจะมีปรากฏการณ์เอลนีโญในช่วงกลางปี ได้สั่งการให้บริหารจัดการน้ำอย่างใกล้ชิด และเตรียมดำเนินการฝนหลวงเมื่อสภาพอากาศเอื้ออำนวย ด้านการดูแลประชาชน กระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมความพร้อมด้านการรักษาพยาบาล ห้องปลอดฝุ่น และอุปกรณ์ป้องกัน รองรับผลกระทบด้านสุขภาพอย่างทั่วถึง พร้อมทั้งติดตามคุณภาพน้ำในแม่น้ำรวก แม่น้ำสาย และแม่น้ำกก อย่างต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้ยังไม่พบการปนเปื้อนเกินมาตรฐาน นอกจากนี้ได้ติดตามภารกิจดับไฟป่า ตามแนวคิด &ldquo;ป่าเปียก&rdquo; และติดตามการนำเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ขนาดใหญ่ สำรวจและดับไฟป่าในพื้นที่ พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติการควบคุมไฟป่าพื้นที่ดอยสะเก็ด ซึ่งได้เน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน และยืนยันว่าจะทำทุกวิถีทางให้เกิดความปลอดภัยและสภาพสิ่งแวดล้อมที่ดีในภูมิภาค โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือตอนบน</p>

<p><strong><img alt="📌" height="16" referrerpolicy="origin-when-cross-origin" src="https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/tac/1/16/1f4cc.png" width="16" />รายละเอียด</strong></p>

<p>(20 เม.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี ได้แก่ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</p>

<p>นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันอย่างใกล้ชิด โดยนายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมที่กองพลทหารราบที่ 7 อำเภอแม่ริม</p>

<p>นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญในการติดตามและแก้ไขปัญหาไฟป่า ฝุ่น PM2.5 รวมถึงสถานการณ์ภัยแล้งอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งกำหนดมาตรการเพิ่มเติมและเร่งรัดการบังคับใช้กฎหมาย</p>

<p>ต้องใช้กลไกท้องที่และท้องถิ่นดำเนินการอย่างจริงจังเข้มข้น ไม่ให้มีการปล่อยปละละเลยหรือละเว้นต่อการแก้ปัญหา เพื่อให้การดูแลประชาชนเป็นไปอย่างครอบคลุมทุกมิติ และยังสั่งการในที่ประชุมให้การบริหารจัดการเป็นไปแบบ &ldquo;Single Command&rdquo; โดยมอบอำนาจการตัดสินใจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บัญชาการในพื้นที่อย่างเบ็ดเสร็จ พร้อมจัดตั้ง War Room และเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหา โดยเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานอย่างใกล้ชิด มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและใช้ศักยภาพของแต่ละหน่วยงานอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการสนับสนุนข้อมูลจากดาวเทียมและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้หน่วยงานสามารถเฝ้าระวังและวางแผนแก้ไขปัญหาได้อย่างแม่นยำ ตรงจุด และทันต่อสถานการณ์ ยืนยันว่ารัฐบาลจะสนับสนุนงบประมาณ กำลังคน และทรัพยากรอย่างเต็มที่ เพื่อเร่งคลี่คลายสถานการณ์ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน 8 จังหวัด</p>

<p>ปัจจุบันพบจุดความร้อนในพื้นที่ประเทศเพื่อนบ้านสะสมกว่า 500,000 จุด ส่วนในประเทศไทย จุดความร้อนส่วนใหญ่ยังเกิดในพื้นที่ป่ากว่า 40,989 จุด รองลงมาเป็นพื้นที่เกษตร โดยเฉพาะไร่ข้าวโพดและพื้นที่ไร่หมุนเวียน 2,951 จุด และ พื้นที่เกษตรอื่น ๆ 2,109 จุด ซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกควบคู่กัน ทั้งการรณรงค์ลดการเผาในพื้นที่เกษตร การส่งเสริมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ และการเสริมสร้างศักยภาพเกษตรกร รวมถึงการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สถานการณ์ในพื้นที่บางจังหวัดดีขึ้น เช่น จังหวัดเชียงใหม่ จำนวนจุดความร้อนลดลงจากหลักหมื่นจุด เหลือในพื้นที่เกษตรเพียง 26 จุด และในพื้นที่ ส.ป.ก. 225 จุด ส่วนปัจจัยจากภายนอกประเทศ พบว่าฝุ่น PM2.5 ประมาณร้อยละ 30&ndash;40 เป็นฝุ่นข้ามแดน รัฐบาลจึงใช้ทั้งกลไกความร่วมมือในระดับอาเซียนควบคู่กับมาตรการภายในประเทศ โดยเฉพาะการควบคุมการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลอดจากการเผา ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้ออกมาตรการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ส่งผลให้ปริมาณการนำเข้าข้าวโพดลดลงร้อยละ 70 สะท้อนถึงความเข้มงวดของมาตรการและการปรับตัวของผู้นำเข้า</p>

<p>ด้านสภาพอากาศ ปีนี้มีความแห้งแล้งมากกว่าปกติ ทำให้เกิดไฟป่าได้ง่าย และคาดว่าจะมีปรากฏการณ์เอลนีโญในช่วงกลางปี ซึ่งอาจทำให้ปริมาณฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย จึงสั่งการให้มีการบริหารจัดการน้ำอย่างใกล้ชิด กำหนดพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งล่วงหน้า และเพิ่มการกักเก็บน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ โดยปัจจุบันยังไม่พบพื้นที่ขาดแคลนน้ำ คาดว่าหลังวันที่ 21 เมษายน 2569 สภาพอากาศจะเอื้อต่อการทำฝนหลวงมากขึ้น เนื่องจากค่าความชื้นสัมพัทธ์เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยบรรเทาสถานการณ์ฝุ่นได้ในระยะต่อไป</p>

<p>ในด้านการดูแลสุขภาพประชาชน เน้นย้ำให้มีความพร้อมด้านยารักษาโรคทางเดินหายใจอย่างเพียงพอ โดยกระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมความพร้อมในสถานพยาบาล ทั้งการจัดตั้งห้องปลอดฝุ่น คลินิกปลอดฝุ่น</p>

<p>การให้บริการทางไกล และการแจกหน้ากากป้องกันฝุ่น N95 กว่า 5 ล้านชิ้น เพื่อดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง</p>

<p>สำหรับสถานการณ์คุณภาพน้ำในพื้นที่ชายแดน จากการตรวจสอบคุณภาพน้ำในแม่น้ำรวก แม่น้ำสาย และแม่น้ำกก ของกรมอนามัยและกรมปศุสัตว์ ยังไม่พบการปนเปื้อนของสารหนูเกินค่ามาตรฐาน ซึ่งทางการไทยจะประสานความร่วมมือเพื่อตรวจสอบในพื้นที่ฝั่งประเทศเมียนมา ผ่านกลไกประเทศที่สาม ได้แก่ ญี่ปุ่นและออสเตรเลีย พร้อมทั้งเร่งติดตั้งสถานีตรวจวัดเพิ่มเติมเพื่อเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ยืนยันว่ารัฐบาลจะติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และเร่งทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อดูแลประชาชนให้ผ่านสถานการณ์นี้ไปได้อย่างปลอดภัย</p>

<p>นอกจากนี้ยังได้สั่งการแต่งตั้ง &ldquo;คณะกรรมการป้องกันภัยพิบัติในภูมิภาค&rdquo; โดยให้นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการ เพื่อให้เกิดการบูรณาการอย่างเป็นรูปธรรมในนามรัฐบาล สามารถสั่งการลงไปยังฝ่ายปฏิบัติได้โดยตรง เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างมีเอกภาพ</p>

<p>อีกทั้ง นายกรัฐมนตรียังได้นำคณะลงพื้นที่ติดตามภารกิจดับไฟป่า ตามแนวคิด &ldquo;ป่าเปียก (Wet Fire Break)&rdquo; และติดตามการนำเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ขนาดใหญ่ สำรวจและดับไฟป่าในพื้นที่ พร้อมให้กำลังใจและพบปะเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติการควบคุมไฟป่าพื้นที่ดอยสะเก็ด โดยย้ำว่าจะต้องเน้นที่การป้องกันมากกว่าการแก้ไขปัญหา ซึ่งรัฐบาลต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกคนในความเสียสละ เสี่ยงทั้งภัย ความร้อน ระบบทางเดินหายใจ ทุกคนคือด่านหน้าในการดูแลป่า ดูแลสภาพอากาศให้กับคนไทยทั้งประเทศ ดังนั้นรัฐบาลจะช่วยเหลือสนับสนุนการทำงานของทุกคน ยังยืนยันว่ารัฐบาลจะทำทุกวิถีทางให้เกิดความปลอดภัยและสภาพสิ่งแวดล้อมที่ดีในภูมิภาค โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือตอนบน แม้ว่าอีก 2 เดือนจะเข้าสู่ฤดูฝนแต่จะรอไม่ได้ เพราะหลังจากที่ได้สุ่มลงพื้นที่ไปตรวจราชการที่จังหวัดเชียงราย พบว่า นักท่องเที่ยวลดลง ทำให้เสียโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับประชาชนจากการท่องเที่ยวไปอย่างมาก อย่างไรก็ตามในการปฏิบัติงานต้องระมัดระวังตนเองด้วย ต้องไม่เสี่ยงชีวิต หากพบว่าเป็นจุดความร้อนที่มีอันตรายสูงมาก ต้องหาวิธีที่เหมาะสมในการลดผลกระทบจากความรุนแรง โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดติดตามอย่างใกล้ชิด</p>

<p>ขณะที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ระดมหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงขึ้นบินต่อเนื่องกว่า 400 เที่ยวบิน ในช่วงที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มความชื้นในอากาศและลดความหนาแน่นของฝุ่นละอองในภาคเหนือ พัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กบนพื้นที่สูงและระบบกระจายน้ำในพื้นที่เกษตรกว่า 1,000 แห่ง ใน 507 ชุมชน เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและรองรับพื้นที่ทำการเกษตรในชุมชน สนับสนุนองค์ความรู้และเทคโนโลยีในการเปลี่ยนตอซังหรือวัสดุทางการเกษตรให้เป็นปุ๋ยอินทรีย์และถ่านไบโอชาร์ เพื่อเปลี่ยนเศษวัสดุที่เป็นเชื้อเพลิงให้เป็นรายได้แทนการเผาทิ้ง พร้อมย้ำถึงยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนในระยะกลางและระยะยาว โดยมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนระบบการเกษตรจากพืชเชิงเดี่ยวที่ใช้การเผาไปสู่เกษตรมูลค่าสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ การปลูกผักในโรงเรือน กาแฟ และไม้ผลเมืองหนาวตามศักยภาพพื้นที่ พร้อมยกระดับสู่มาตรฐาน GAP PM2.5 Free ซึ่งเป็นมาตรฐานการผลิตพืชแบบไม่เผา (Zero Burn) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเปิดประตูสู่ตลาดสีเขียว (Green Market) ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงโดยไม่ต้องพึ่งพาการเผาอีกต่อไป อีกทั้งยังสร้างกลไกสนับสนุนรายได้จากการดูแลระบบนิเวศ (Eco-system Services) เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ชุมชนร่วมกันดูแลป่าต้นน้ำกว่า 5 แสนไร่ ตลอดจนส่งเสริมศักยภาพเกษตรกรและการมีส่วนร่วมของชุมชนด้วยการใช้ฐานข้อมูลรายแปลงและระบบวิเคราะห์จุดความร้อน (Hotspot) เข้ามาทำงานร่วมกับชุมชนในการชี้เป้าและป้องกันเหตุอย่างตรงจุด ที่สำคัญขอความร่วมมือเกษตรกรให้งดการเผาในพื้นที่อย่างเด็ดขาด หากตรวจพบการฝ่าฝืนจนก่อให้เกิดมลพิษในวงกว้าง จะใช้มาตรการทางกฎหมายและอาจต้องระงับสิทธิ์การเข้าร่วมโครงการสนับสนุนต่าง ๆ เป็นเวลา 2 ปี</p>
]]></description>
<enclosure url='https://queensirikit.prd.go.th/th/file/get/file/2026042163b704ab4e4be4dfee50a813dc84efde092503.jpg' type='image/jpg' length='57330' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พิพัฒน์” ให้ข้าราชการรดน้ำดำหัว “วันสงกรานต์” ร่วมใจสืบสานวัฒนธรรมประเพณีไทยกำชับทุกหน่วยงานยังคงมาตรการอำนวยความสะดวก ปลอดภัยอย่างเข้มข้น เพื่อรองรับ การเดินทางของประชาชนถึงจุดหมายปลายทางด้วยความสะดวกและปลอดภัย]]></title>
<link>https://queensirikit.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/496155</link>
<guid isPermaLink="false">9aaa00ca2002b94fcc07de22501e79eb</guid>
<pubDate>Tue, 21 Apr 2026 09:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม&nbsp;</strong>เป็นประธานงานวันสงกรานต์ของกระทรวงคมนาคม ประจำปี 2569 พร้อมด้วย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ และนายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม ข้าราชการการเมือง ผู้บริหารระดับสูง และหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม เข้าร่วมงาน เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ณ อาคารราชรถสโมสร กระทรวงคมนาคม</p>

<p><strong>นายพิพัฒน์&nbsp;</strong>กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสืบสาน รักษาประเพณีวันสงกรานต์หรือวันขึ้นปีใหม่ของไทย ซึ่งเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติที่ได้รับการยกย่องจากทั่วโลก และเป็นความภาคภูมิใจของคนไทย ในโอกาสนี้ ขอให้ทุกท่านตั้งมั่นและรักษาวัฒนธรรมที่ดีงาม พร้อมทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด และขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่ได้ร่วมมือทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนมาตลอด แต่ยังมีภารกิจอีกหลายโครงการที่ทุกหน่วยงานจะต้องร่วมกันพัฒนากระทรวงคมนาคมและประเทศไทยไปสู่ความก้าวหน้า ที่สำคัญจะต้องคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก ประชาชนจะต้องเข้าถึงระบบคมนาคมได้ มีการเชื่อมโยงการเดินทางได้ทุกระบบขนส่งสาธารณะ &nbsp;</p>

<p>โดยภายในงานมีกิจกรรมการสรงน้ำพระพุทธคมนาคมบพิธ และในโอกาสมงคลนี้ ข้าราชการการเมือง ผู้บริหารระดับสูง หัวหน้าหน่วยงาน และบุคลากรของกระทรวงคมนาคม ได้ร่วมรดน้ำขอพรจากรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมทั้ง ๓ ท่าน และปลัดกระทรวงคมนาคม เพื่อความเป็นสิริมงคลและเป็นขวัญกำลังใจที่เข้มแข็งในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อประเทศชาติและประชาชน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะพ้นช่วงวันหยุดยาวต่อเนื่องของเทศกาลสงกรานต์มาแล้ว แต่ขอเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานยังคงดำเนินงานด้านการตรวจสอบและรักษาความปลอดภัยในทุกขั้นตอนตามมาตรฐานอย่างเคร่งครัด รวมถึงประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับความสะดวกในการเดินทางอย่างเต็มที่ และถึงจุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัย</p>

<p>ข้อมูลจาก&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/163210">https://www.thaigov.go.th/th/news/163210</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://queensirikit.prd.go.th/th/file/get/file/2026042162338fa79d5904ccdcdd3adfedf0f737092209.jpg' type='image/jpg' length='241191' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เมษาร้อนจัด! เตือนระวัง “ฮีทสโตรก” เลี่ยงแดดจัด ดื่มน้ำให้เพียงพอ เฝ้าสังเกตอาการ หากผิดปกติรีบนำส่ง รพ. ทันที]]></title>
<link>https://queensirikit.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/496144</link>
<guid isPermaLink="false">905cb23e5c0b3525ee1ddde23fb34e08</guid>
<pubDate>Tue, 21 Apr 2026 09:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันนี้ (21 เม.ย. 69)<strong>&nbsp;นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี&nbsp;</strong>เปิดเผยว่า อุณหภูมิอากาศในช่วงเดือนเมษายนปีนี้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ และคาดว่าจะยาวไปจนถึงกลางเดือนพฤษภาคม โดยในหลายพื้นที่อาจมีอุณหภูมิสูงถึง&nbsp;42&nbsp;-&nbsp;43&nbsp;องศาเซลเซียส ส่งผลให้ความเสี่ยงต่อโรคที่เกี่ยวข้องกับความร้อน โดยเฉพาะ &ldquo;ฮีทสโตรก&rdquo; เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>ทั้งนี้ ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS)&nbsp;กรมควบคุมโรค ระบุว่า ปี&nbsp;2568&nbsp;พบผู้ป่วยจากโรคที่เกี่ยวข้องกับความร้อนรวม&nbsp;182&nbsp;ราย เป็นเพศชายร้อยละ&nbsp;59.3&nbsp;และพบมากในกลุ่มวัยทำงานอายุ&nbsp;15&ndash;34&nbsp;ปี จำนวน&nbsp;78&nbsp;ราย ขณะที่เป็นผู้สูงอายุ&nbsp;60&nbsp;ปีขึ้นไป พบจำนวน&nbsp;29&nbsp;ราย โดยร้อยละ&nbsp;53.3&nbsp;เป็นผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง สำหรับอาการที่พบมาก ได้แก่ ภาวะเพลียแดด เป็นลมจากความร้อน ตะคริวจากความร้อน และโรคลมร้อนหรือฮีทสโตรก ด้านข้อมูลการเฝ้าระวังการเสียชีวิตจากภาวะอากาศร้อนของกองระบาดวิทยา พบว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีสัดส่วนสูงสุดร้อยละ&nbsp;52&nbsp;โดยผู้ป่วยเรื้อรัง เช่น โรคความดันโลหิตสูงและเบาหวาน ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>&ldquo;เดือนเมษายนปีนี้ ประเทศไทยเผชิญสภาพอากาศร้อนจัดต่อเนื่อง โดยค่าดัชนีความร้อน (Heat Index)&nbsp;ในบางพื้นที่อาจสูงถึง&nbsp;60&nbsp;องศาเซลเซียส ซึ่งอยู่ในระดับอันตรายอย่างยิ่ง ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดเป็นเวลานาน ดื่มน้ำให้เพียงพอ และสังเกตอาการของตนเองอย่างใกล้ชิด&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>หากมีอาการผิดปกติ เช่น ตัวร้อนจัด ผิวแดง ไม่มีเหงื่อ เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ใจสั่น สับสน อ่อนเพลีย หรือหมดสติ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที หรือโทรสายด่วน&nbsp;1669&nbsp;เพื่อขอความช่วยเหลือ&rdquo;&nbsp;<strong>รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว</strong></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>ข้อมูลจาก&nbsp;</strong><a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/163208">https://www.thaigov.go.th/th/news/163208</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://queensirikit.prd.go.th/th/file/get/file/20260421f9ecfc6b9b7fc8d2ef7066b96413aed8090129.jpg' type='image/jpg' length='88823' />
</item>
</channel>
</rss>
