<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวภาครัฐ]]></title>
<link>https://queensirikit.prd.go.th/th/content/category/index/id/39</link>
<atom:link href="https://queensirikit.prd.go.th/th/content/category/index/id/39" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ ประนามเหตุ ไปป์บอมบ์ ลอบทำร้ายเจ้าหน้าที่และประชาชน มอบ รมว.กลาโหม ลงพื้นที่ พร้อมเยียวยาสูงสุด]]></title>
<link>https://queensirikit.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/525087</link>
<guid isPermaLink="false">49eb5f3e500f84d7d3c7b2876515feae</guid>
<pubDate>Thu, 23 Jul 2026 11:38:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันนี้ (23 กรกฎาคม 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประณามเหตุก่อการร้ายนราธิวาส คนร้ายใช้อาวุธปืนยิงและขว้างระเบิดไปป์บอมบ์เข้าใส่จุดตรวจเทศบาลบูเก๊ะซามี อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย ชาวบ้านบาดเจ็บ 2 ราย เป็นการกระทำอุกอาจ &nbsp;สั่งติดตามผู้กระทำผิดใช้กฏหมายเด็ดขาดให้รับโทษสูงสุด</p>

<p>นายกรัฐมนตรีประณามขบวนการก่อการร้าย เป็นปัญหาอุปสรรคต่อการเจรจา การพูดคุยสันติภาพ รัฐต้องหาแนวทางปรับปรุงการทำงาน ให้มีการข่าวที่รวดเร็ว และมีมาตรการป้องกันเหตุ ป้องกันตัวเองของเจ้าหน้าที่ที่ดีกว่านี้</p>

<p>นายกรัฐมนตรียืนยันว่ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดต่อผู้ก่อเหตุ โดยได้สั่งการให้กองทัพภาคที่ 4 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บูรณาการกำลังเร่งติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีโดยเร็วที่สุด</p>

<p>พร้อมย้ำว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการก่อเหตุอุกอาจ มีลักษณะเป็นการก่อการร้ายที่มุ่งสังหารเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างชัดเจน เป็นภัยร้ายแรงต่อความมั่นคงของชาติ ซึ่งรัฐบาลจะใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดและไม่ยอมให้ผู้ก่อเหตุลอยนวล</p>

<p>มากไปกว่านั้น นายกฯยังได้สั่งการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเดินทางลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาส เพื่อติดตามสถานการณ์ ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และประชุมร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการก่อการร้ายในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะยาว &nbsp;รวมทั้งให้ทุกหน่วย เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ สร้างความเชื่อมั่น และกำลังใจให้พี่น้องประชาชน</p>

<p>&ldquo;นายกรัฐมนตรีขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งต่อครอบครัวทหารกล้าที่เสียสละและประชาชนผู้ได้รับบาดเจ็บ มอบหมายให้ต้นสังกัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งเข้าไปให้ความช่วยเหลือและดูแลทั้งผู้ได้รับบาดเจ็บและผู้ได้รับผลกระทบ โดยให้เยียวยาสูงสุดตามระเบียบกำหนดไว้&rdquo; โฆษกรัฐบาล กล่าว</p>

<p>นางสาวรัชดา กล่าวว่า แม้ที่ผ่านมา การแก้ไขปัญหาได้รับความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างดี แต่ในช่วง 2&ndash;3 เดือนที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุรุนแรงต่อเนื่องจากการปฏิบัติการของขบวนการก่อการร้ายที่มีเป้าหมายสร้างความหวาดกลัวแก่ประชาชนและมุ่งทำร้ายเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งถือเป็นอาชญากรรมและภัยต่อความมั่นคงของชาติที่ไม่อาจเจรจาต่อรองได้รัฐบาลจะดำเนินการจัดการด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด ควบคู่กับการดูแลความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนในพื้นที่อย่างเต็มที่</p>

<p>ที่มา :&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/166796">https://www.thaigov.go.th/th/news/166796</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://queensirikit.prd.go.th/th/file/get/file/2026072309bd11ae750ba8f739d5904ebb440617113855.jpg' type='image/jpg' length='167829' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[มท.4 "วรศิษฎ์" นำทีมติดตามการบริหารจัดการน้ำเสียราชบุรี ดันเป็นโมเดล “ศูนย์บำบัดน้ำเสียให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์” เพื่อคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน]]></title>
<link>https://queensirikit.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/525085</link>
<guid isPermaLink="false">6b41eea64e3bffd6f50ae72f7363f009</guid>
<pubDate>Thu, 23 Jul 2026 11:35:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันที่ 22 ก.ค. 69&nbsp;<strong>นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย</strong><strong>&nbsp;ลงพื้นที่ตรวจติดตามการจัดการคุณภาพน้ำในพื้นที่จังหวัดราชบุรี</strong>&nbsp;โดยมี น.ส.ฐิติลักษณ์ คำพา ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี นายชีระ วงศบูรณะ ผู้อำนวยการองค์การจัดการน้ำเสีย ว่าที่ ร.ต.พัฒนภูมิ อังศุสิงห์ รองผู้อำนวยการองค์การจัดการน้ำเสีย หัวหน้าส่วนราชการในจังหวัด นายอำเภอ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้แทนภาคส่วนที่เกี่ยวข้องของ ร่วมลงพื้นที่ในครั้งนี้</p>

<p>โดยใน<strong>เวลา 13.30 น.&nbsp;</strong><strong>นายวรศิษฎ์</strong><strong>&nbsp;ลงพื้นที่ติดตามการนำน้ำเสียที่บำบัดแล้วมาใช้ประโยชน์ในภาคการเกษตร ที่ต.คูบัว อ.เมืองราชบุรี จ.ราชบุรี</strong>&nbsp;<strong>จากนั้นลงพื้นที่การปฏิบัติงานในจุดรวบรวมน้ำเสียของเทศบาลเมืองราชบุรี, อบต.เจดีย์หัก, อบต.ดอนตะโก และเทศบาลตำบลหลุมดิน เพื่อนำไปบำบัดก่อนปล่อยลงสู่แม่น้ำแม่กลอง ที่จุดสะพานสิริลักษณ์ ต.หน้าเมือง อ.เมืองราชบุรี และตรวจเยี่ยมศูนย์บริหารจัดการคุณภาพน้ำ การดำเนินงานศูนย์บริหารจัดการคุณภาพน้ำ อบต.เจดีย์หัก อ.เมืองราชบุรี จ.ราชบุรี</strong></p>

<p><strong>นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า</strong><strong>&nbsp;</strong>ในวันนี้เป็นโอการดีที่ได้ร่วมเปิดศูนย์บริหารจัดการคุณภาพน้ำ อบต.เจดีย์หัก ซึ่งถือเป็นความสำเร็จอีกก้าวหนึ่งที่เกิดขึ้นได้จากการบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างเข้มแข็งระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งแวดล้อมให้เป็นมิตรต่อการใช้ชีวิตของพี่น้องประชาชน เพราะในพื้นที่ชุมชนย่อมมีการเกิดน้ำเสียจากการใช้น้ำในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว หากปราศจากการบริหารจัดการที่ดีก็จะส่งผลกระทบให้เกิดน้ำเสียและมลพิษสะสมในชุมชนเป็นวงกว้าง</p>

<p><strong>&ldquo;</strong>สิ่งที่น่าชื่นชมในวันนี้คือการต่อยอดแนวคิดการสร้าง ศูนย์บำบัดน้ำเสียที่มีความยั่งยืน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนภาพจำจากในอดีตที่ศูนย์บำบัดน้ำเสียมักเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้อยู่ใกล้บ้านเพราะกังวลเรื่องกลิ่นและมลพิษไปสู่การพัฒนาพื้นที่แปลงโดยรอบศูนย์ฯ ให้กลายเป็นลานกิจกรรมชุมชน ทั้งพื้นที่ออกกำลังกาย ลานเล่นกีฬา เช่น ฟุตบอล ตลอดจนปรับรูปแบบให้เป็นพื้นที่ทำกิจกรรมอื่น ๆ ตามความต้องการและความถนัดของคนในแต่ละท้องถิ่น เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง การจัดตั้งศูนย์จัดการน้ำเสียควบคู่ไปกับการสร้างระบบที่ยั่งยืน จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นในยุคปัจจุบัน อันจะช่วยทำให้เปลี่ยนความคิดเดิมที่ผู้คนไม่อยากอยู่ใกล้ศูนย์บำบัดน้ำเสีย ให้กลายเป็นความเข้าใจและมองเห็นประโยชน์ร่วมกัน โดยการพัฒนาพื้นที่รอบข้างให้มีความสะอาด ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม<strong>&rdquo; นายวรศิษฎ์ กล่าว</strong></p>

<p><strong>นายวรศิษฎ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า</strong><strong>&nbsp;</strong>การสร้างความร่วมมือจากภาคประชาชนให้เข้ามาช่วยกันบำบัดน้ำเสีย เป็นอีกหนึ่งในหัวใจสำคัญเพราะแม้ว่าทุกคนจะมีความถนัดในการใช้น้ำและมีความต้องการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคที่แตกต่างกันไป แต่สิ่งที่ทุกคนต้องมุ่งเน้นเหมือนกันคือการร่วมกันดูแลสภาพแวดล้อมและการบำบัดน้ำเสียหลังจากการใช้งาน ซึ่งในวันนี้ได้มีการมอบถังดักไขมันให้แก่ประชาชนในหมู่บ้าน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือเบื้องต้นในการช่วยคัดกรองและดักจับไขมันไม่ให้ถูกปล่อยลงไปสู่ลำน้ำสาธารณะโดยตรง ซึ่งถ้าหากประชาชนทุกคนเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนตั้งแต่ต้นทาง ก็จะช่วยสนับสนุนให้ระบบบำบัดน้ำเสียในพื้นที่ชุมชนของจังหวัดราชบุรีทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนช่วยให้ลำน้ำทุกสายในจังหวัดกลับมามีความสะอาด ปลอดมลพิษ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถขยายผลการดำเนินงานทั้งหมดนี้ไปสู่พื้นที่ต่างๆ ให้เกิดการใช้น้ำและบริหารจัดการน้ำที่ยั่งยืนได้</p>

<p>ที่มา :&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/166794">https://www.thaigov.go.th/th/news/166794</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://queensirikit.prd.go.th/th/file/get/file/20260723418aae666ae1862ddfa804a17faeb335113550.jpg' type='image/jpg' length='114946' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ผู้แทนการค้าไทยพบหารือหอการค้าอังกฤษในไทย พร้อมจับมือขยายการค้า การลงทุน และยกระดับความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยกับสหราชอาณาจักร]]></title>
<link>https://queensirikit.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/525082</link>
<guid isPermaLink="false">651a45920be142eb08d64c7f658d9a5a</guid>
<pubDate>Thu, 23 Jul 2026 11:34:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายวีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย เปิดเผยว่า เมื่อวันที่&nbsp;22 กรกฎาคม&nbsp;2569 ได้พบหารือกับสภาหอการค้าอังกฤษแห่งประเทศไทย (BCCT) นำโดยนายฝน นนทรีชัย รองประธาน&nbsp;BCCT และคณะผู้แทนสมาชิก&nbsp;BCCT เพื่อขยายโอกาสการค้าและการลงทุน รวมทั้งยกระดับความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยกับสหราชอาณาจักร</p>

<p><br />
โดยตนได้นำเสนอนโยบายของรัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งให้ความสำคัญกับการยกระดับความสามารถในการแข่งขันและความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการขยายพันธมิตรการค้าที่มั่นคงและยั่งยืน ท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และการค้าโลกในปัจจุบัน ทั้งนี้ นอกเหนือจากการเร่งผลักดันการเจรจา&nbsp;FTA ไทย-อียู รัฐบาลไทยยังมีความพร้อมอย่างยิ่งที่จะเริ่มเจรจา&nbsp;FTA ไทย-สหราชอาณาจักร เนื่องจากสหราชอาณาจักรเป็นคู่ค้าสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ เซมิคอนดักเตอร์ ชีวภาพและพลังงานทดแทน ยานยนต์ไฟฟ้า การแพทย์ครบวงจร และอากาศยาน จึงหวังว่า&nbsp;BCCT จะเป็นเสียงสำคัญของภาคเอกชนในการร่วมผลักดันให้การเจรจา FTA ไทย-UK เริ่มต้นได้โดยเร็ว</p>

<p><br />
นายวีระพงษ์ฯ เสริมเพิ่มเติมว่า ภาคเอกชนสหราชอาณาจักรยินดีเป็นอย่างยิ่งที่การเจรจา&nbsp;FTA ไทย-อียูมีความคืบหน้าไปมาก และเห็นว่าไทยสามารถนำผลการเจรจาดังกล่าวไปต่อยอดสู่การเจรจา&nbsp;FTA ไทย-สหราชอาณาจักรได้ในอนาคต ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศ โดย&nbsp;BCCT พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะ&nbsp;SMEs ในการเตรียมความพร้อมในการเข้าเป็นภาคี FTA &nbsp;ยกระดับศักยภาพให้สอดคล้องกับมาตรฐานของสหราชอาณาจักร อาทิ มาตรการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งสร้างแต้มต่อในการเข้าสู่ตลาดของสหรอาณาจักร&nbsp;<br />
<br />
ในการนี้&nbsp;BCCT จึงขอนำเสนอให้หน่วยงานภาครัฐไทยพิจารณาจัดตั้งคณะทำงานร่วมกับ BCCT เพื่อสื่อสารสร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการไทยและสหราชอาณาจักร และสามารถเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต รวมทั้งร่วมกันสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ SMEs เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนนโยบายการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและสหราชอาณาจักร<br />
<br />
ท้ายนี้ นายวีระพงษ์ฯ กล่าวว่า ได้หารือกับ&nbsp;BCCT ถึงนโยบายการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย ซึ่งจะผลักดันให้ไทยต้องปฏิรูปเศรษฐกิจและยกระดับมาตรฐานให้สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติของ OECD พร้อมขอให้&nbsp;BCCT ร่วมสนับสนุนการดำเนินการดังกล่าว ซึ่ง&nbsp;BCCT ยินดีสนับสนุนรัฐบาลไทยเต็มที่ โดยพร้อมแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกจากประสบการณ์ทางธุรกิจ เพื่อให้ภาครัฐนำไปใช้ประกอบการกำหนดแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อภาคเอกชนทั้งสองฝ่ายอย่างแท้จริง</p>

<p><br />
ในปี 2568 สหราชอาณาจักร เป็นคู่ค้าอันดับ 22 ของไทยในโลก และเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทยในยุโรป (รองจากรองจากสวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์) เป็นตลาดส่งออกอันดับ 22 และเป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 24 ของไทยในโลก โดยมีการค้ารวม 6,850.33 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 1.00 ของการค้าไทยในโลก เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 2.87 โดยไทยได้เปรียบดุลการค้า 2,022.62 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นการส่งออกไปยัง&nbsp;UK มูลค่ารวม 4,436.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีสินค้าส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ (1) ไก่แปรรูป (2) อัญมณีและเครื่องประดับ (3) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล (4) รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ (5) รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และนำเข้าจาก&nbsp;UK มูลค่ารวม 2,413.86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีสินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ (1) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ (2) แผงวงจรไฟฟ้า (3) เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ การแพทย์ (4) ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ (5) เครื่องดื่มประเภทน้ำแร่ น้ำอัดลม และสุรา</p>

<p>ที่มา :&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/166793">https://www.thaigov.go.th/th/news/166793</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://queensirikit.prd.go.th/th/file/get/file/2026072362a18a9808efb3155d0c376599f3c1a6113442.jpg' type='image/jpg' length='159089' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[บีโอไอเผยลงทุนครึ่งปีแรก 1.47 ล้านล้านบาท สร้างงาน 8 หมื่นตำแหน่ง หนุนเศรษฐกิจโตยั่งยืน]]></title>
<link>https://queensirikit.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/525080</link>
<guid isPermaLink="false">d8665b9b6fa8fc9bbef20c8e39d8fbad</guid>
<pubDate>Thu, 23 Jul 2026 11:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>บีโอไอเผยยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนในช่วงครึ่งแรกปี&nbsp;</strong><strong>2569&nbsp;</strong><strong>ขยายตัวต่อเนื่อง มูลค่ากว่า&nbsp;</strong><strong>1.47&nbsp;</strong><strong>ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ&nbsp;</strong><strong>37&nbsp;</strong><strong>จากการลงทุนขนาดใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและ&nbsp;</strong><strong>AI</strong><strong>&nbsp;ควบคู่กับอุตสาหกรรมเป้าหมายอื่น ทั้งอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เกษตรและแปรรูปอาหาร ช่วยสร้างงาน 82</strong><strong>,</strong><strong>000 ตำแหน่ง ซื้อวัตถุดิบในประเทศ&nbsp;</strong><strong>3.8&nbsp;</strong><strong>แสนล้านบาทต่อปี และสร้างมูลค่าส่งออกกว่า&nbsp;</strong><strong>1.2&nbsp;</strong><strong>ล้านล้านบาทต่อปี</strong></p>

<p>นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า แนวโน้มการลงทุนในประเทศไทยในปี&nbsp;2569&nbsp;ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง&nbsp;แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของราคาพลังงาน และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 (มกราคม - มิถุนายน) มีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 1,299 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 1,473,718 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 37 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของประเทศไทยในฐานะฐานการลงทุนสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต</p>

<p><strong>กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าการลงทุนสูง</strong>&nbsp;2 อันดับแรกเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับทิศทางโลก ได้แก่ อุตสาหกรรมดิจิทัล มูลค่า&nbsp;1,115,260&nbsp;ล้านบาท จาก 90 โครงการ&nbsp;รองลงมา ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า&nbsp;120,230&nbsp;ล้านบาท จาก&nbsp;179&nbsp;โครงการ, เกษตรและแปรรูปอาหาร&nbsp;61,388&nbsp;ล้านบาท จาก&nbsp;131&nbsp;โครงการ, โลจิสติกส์และบริการมูลค่าสูง&nbsp;40,217&nbsp;ล้านบาท จาก&nbsp;170&nbsp;โครงการ, พลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐาน&nbsp;39,461&nbsp;ล้านบาท จาก&nbsp;221&nbsp;โครงการ, ยานยนต์และชิ้นส่วน&nbsp;25,662&nbsp;ล้านบาท จาก 122 โครงการ, แร่ โลหะ และวัสดุ&nbsp;20,399&nbsp;ล้านบาท จาก 128 โครงการ, เคมีและปิโตรเคมี&nbsp;16,533&nbsp;ล้านบาท จาก 110 โครงการ, เครื่องจักร ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์&nbsp;13,093&nbsp;ล้านบาท จาก 82 โครงการ</p>

<p><strong>สำหรับอุตสาหกรรมที่มีจำนวนโครงการสูงสุด</strong>&nbsp;ได้แก่ อุตสาหกรรมพลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐาน โดยส่วนใหญ่เป็นกิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เช่น แสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล และก๊าซชีวภาพ จำนวน&nbsp;198&nbsp;โครงการ มูลค่า&nbsp;26,354&nbsp;ล้านบาท สะท้อนการลงทุนด้านพลังงานสะอาดและระบบสาธารณูปโภค เช่น น้ำประปาและน้ำเพื่อการอุตสาหกรรม ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต&nbsp;</p>

<p><strong>ในด้านพื้นที่</strong>&nbsp;เงินลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคกลาง มูลค่า&nbsp;903,759&nbsp;ล้านบาท จาก&nbsp;513&nbsp;โครงการ รองลงมา ได้แก่ ภาคตะวันออก มูลค่า&nbsp;495,737&nbsp;ล้านบาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ&nbsp;14,985&nbsp;ล้านบาท ภาคใต้&nbsp;11,864&nbsp;ล้านบาท ภาคตะวันตก&nbsp;8,162&nbsp;ล้านบาท และภาคเหนือ&nbsp;7,733&nbsp;ล้านบาท ตามลำดับ ทั้งนี้ แม้ภาคเหนือจะมีมูลค่าการลงทุนไม่สูงเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น แต่มีอัตราการเติบโตของเงินลงทุนสูงถึงร้อยละ&nbsp;93&nbsp;จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แสดงถึงสัญญาณการขยายตัวของการลงทุนในสาขาที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะในกิจการด้านพลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐาน เกษตรและแปรรูปอาหาร และการแพทย์</p>

<p><strong>สำหรับการลงทุนจากต่างประเทศ (</strong><strong>FDI</strong><strong>)&nbsp;</strong>ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน&nbsp;877&nbsp;โครงการ เงินลงทุนรวม 1,368,493&nbsp;ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 80 โดยประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่มีมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สิงคโปร์ 1,121,742&nbsp;ล้านบาท จาก 158 โครงการ สหราชอาณาจักร&nbsp;47,193&nbsp;ล้านบาท จาก 11 โครงการ จีน 45,766&nbsp;ล้านบาท จาก 321 โครงการ ไต้หวัน 38,014 ล้านบาท จาก 47 โครงการ และญี่ปุ่น 32,790&nbsp;ล้านบาท จาก 123 โครงการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล เช่น&nbsp;Data Center, Data Hosting, Cloud Service&nbsp;รองลงมาเป็นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น การผลิตอุปกรณ์แปลงสัญญาณไฟฟ้าเป็นแสงเพื่อรับส่งข้อมูลความเร็วสูง (Optical Transceiver), การผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และวัตถุดิบของ&nbsp;PCB,&nbsp;ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์, การทดสอบแผ่นเวเฟอร์และวงจรรวม, การผลิตระบบเครือข่ายและระบบระบายความร้อนใน&nbsp;Data Center&nbsp;เป็นต้น นอกจากนี้ มีการลงทุนในกลุ่มชิ้นส่วนหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ชิ้นส่วนยานยนต์ อาหารและเครื่องดื่ม และวัสดุขั้นสูง ตอกย้ำความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ<br />
ต่อศักยภาพของไทยในการเป็นฐานการลงทุนของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง</p>

<p>นอกจากนี้&nbsp;<strong>การขอรับการส่งเสริมตามมาตรการยกระดับอุตสาหกรรมไปสู่&nbsp;</strong><strong>Smart and Sustainable Industry</strong><strong>&nbsp;</strong>ยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงครึ่งแรกของปี&nbsp;2569&nbsp;มีคำขอรับการส่งเสริมจำนวน&nbsp;132&nbsp;โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม&nbsp;17,158&nbsp;ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การประหยัดพลังงานและใช้พลังงานทดแทน การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงการนำระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์มาใช้ในการผลิตและบริการ เพื่อเพิ่มผลิตภาพและยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่การผลิตที่มีมูลค่าสูงและยั่งยืน</p>

<p><strong>สำหรับการอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนในช่วงครึ่งแรกของปี&nbsp;</strong><strong>2569</strong>&nbsp;มีจำนวน&nbsp;1,300&nbsp;โครงการ มูลค่าเงินลงทุน&nbsp;1,306,386&nbsp;ล้านบาท โดยโครงการเหล่านี้มีแผนจ้างงานบุคลากรไทยเพิ่มเติมกว่า&nbsp;82,000&nbsp;ตำแหน่ง ครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน อาหาร และการผลิตขั้นสูง พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน ผ่านการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศมูลค่ากว่า&nbsp;386,000&nbsp;ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นร้อยละ&nbsp;42&nbsp;ของมูลค่าวัตถุดิบทั้งหมด นอกจากนี้ คาดว่าจะสร้างมูลค่าส่งออกให้ประเทศกว่า&nbsp;1.24&nbsp;ล้านล้านบาทต่อปี&nbsp;ช่วยเพิ่มรายได้ กระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และเสริมความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว&nbsp;</p>

<p>&ldquo;เป้าหมายของการส่งเสริมการลงทุนไม่ได้วัดจากมูลค่าเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่บีโอไอจะให้ความสำคัญกับการลงทุนที่สร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทยและคนไทย ทั้งการสร้างงานที่มีคุณภาพ การพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะและความรู้ด้านเทคโนโลยีใหม่ ๆ การเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชน การกระจายกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ตลอดจนการผลักดันให้เกิดการลงทุนจริงโดยเร็วที่สุดผ่านกลไก&nbsp;Thailand FastPass&nbsp;เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจ และทำให้คนไทยได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่างเป็นรูปธรรม&rdquo; นายนฤตม์ กล่าว</p>

<p>ที่มา :&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/166791">https://www.thaigov.go.th/th/news/166791</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://queensirikit.prd.go.th/th/file/get/file/20260723048c28be69ff2a431f9352c752d02e7b113102.jpg' type='image/jpg' length='73998' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ นำแถลงผลปฏิบัติการ SILENT VOLT ทลายเครือข่ายลักลอบใช้ไฟฟ้าทำเหมืองขุดเงินดิจิทัล ยึดเครื่องขุดกว่า 1,900 เครื่อง มูลค่าความเสียหายกว่า 280 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าขยายผลดำเนินคดีกับทั้งขบวนการและผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง]]></title>
<link>https://queensirikit.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/525078</link>
<guid isPermaLink="false">56889911e02fa490ea5c514f07d1b403</guid>
<pubDate>Thu, 23 Jul 2026 11:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันนี้ (23 กรกฎาคม 2569) เวลา 09.40 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานแถลงข่าวผลปฏิบัติการ SILENT VOLT ตรวจค้น 7 จุด ทลายเครือข่ายลักลอบใช้ไฟฟ้าทำเหมืองขุดเงินดิจิทัล โดยมี พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการตรวจสอบและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และนายมงคล ตรีกิจจานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ร่วมแถลงข่าว</p>

<p>นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและอาชญากรรมทางเทคโนโลยีทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการลักลอบใช้ไฟฟ้าทำเหมืองขุดเงินดิจิทัล ซึ่งสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของรัฐ กระทบต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า และบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อการบังคับใช้กฎหมาย พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการการทำงาน เร่งสืบสวนขยายผล และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทุกฝ่ายโดยไม่มีการละเว้นหรือเลือกปฏิบัติ</p>

<p>&ldquo;การดำเนินการของรัฐไม่ได้มุ่งเพียงการจับกุมหรือยึดของกลางเท่านั้น แต่ยังมุ่งตัดวงจรอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ พร้อมใช้มาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งด้านการดำเนินคดี การติดตามทรัพย์สิน และการขยายผลไปยังเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำ&rdquo;</p>

<p>นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีและการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลที่ดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม แต่จะไม่ยอมให้มีการใช้เป็นช่องทางลักลอบใช้ทรัพยากรของรัฐ หรือสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและสาธารณูปโภคของประเทศ</p>

<p>นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กรมศุลกากร ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลัง กำหนดหลักเกณฑ์และตรวจสอบการนำเข้าเครื่องขุดเงินดิจิทัล โดยให้ตรวจสอบว่าเครื่องดังกล่าวเข้าสู่ประเทศไทยได้อย่างไร มีการประกาศสินค้าเป็นประเภทใด และนำเข้ามาเพื่อวัตถุประสงค์ใด เนื่องจากข้อมูลเหล่านี้ต้องมีอยู่ในระบบการนำเข้าของกรมศุลกากร</p>

<p>&ldquo;ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า รัฐบาลเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ควบคู่กับการยกระดับการเฝ้าระวังและการตรวจสอบเชิงรุก เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ รักษาความมั่นคงด้านพลังงาน และสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เป็นธรรมสำหรับผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมายทุกคน&rdquo; นายกรัฐมนตรีกล่าว</p>

<p>ทั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและบุคคลทั่วไป พร้อมตรวจยึดเครื่องขุดจำนวนมากที่เชื่อมโยงเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ &nbsp;เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 DSI ร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เปิดปฏิบัติการ SILENT VOLT เข้าตรวจค้น 7 จุดในจังหวัดสมุทรสาครและนครปฐม หลังพบเครือข่ายลักลอบใช้ไฟฟ้าเพื่อดำเนินกิจการเหมืองขุดเงินสกุลดิจิทัล ด้วยการต่อตรงระบบจำหน่ายไฟฟ้าแรงสูง 22 กิโลโวลต์ โดยไม่ผ่านเครื่องวัดของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค บริเวณ (บูชชิ่ง) ด้านแรงสูงของหม้อแปลงไฟฟ้า ซึ่งได้ตรวจยึดเครื่องขุดเงินดิจิทัลจากทั้ง 2 จุดได้ประมาณ 1,900 เครื่อง คิดเป็นมูลค่าของกลางประมาณ 200 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าความเสียหายจากการลักลอบใช้ไฟฟ้าในโรงงานทั้ง 2 แห่ง เบื้องต้นประมาณ 280 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังได้เข้าตรวจค้นบ้านพักอาศัยและสำนักงานของกลุ่มผู้เกี่ยวข้อง รวม 5 แห่ง ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครและจังหวัดนครปฐม โดยตรวจพบผู้เกี่ยวข้อง พร้อมตรวจยึดเอกสารและพยานหลักฐานสำคัญจำนวนมาก ซึ่งสามารถขยายผลดำเนินคดี รวมถึงอาจนำไปสู่การดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมจากคดีที่ได้ดำเนินการไปแล้ว</p>

<p>การลักลอบใช้ไฟฟ้าเพื่อประกอบกิจการเหมืองขุดเงินสกุลดิจิทัลในกรณีดังกล่าว หากเป็นการทำเหมืองบิตคอยน์ที่ถูกต้องจะต้องชำระค่าไฟตามจริง จำนวนประมาณ 2,000 เครื่อง คิดเป็นเงินเดือนละประมาณ 22 ล้านบาท แต่ในกรณีดังกล่าวชำระค่าไฟเพียงเดือนละ 10,000 - 25,000 บาท ทำให้รัฐสูญเสียรายได้จำนวนมหาศาล กระทบต่อเสถียรภาพระบบไฟฟ้าของประเทศ และเข้าข่ายอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่สร้างความเสียหายในวงกว้าง อันอาจเข้าข่ายความผิดฐานลักทรัพย์ไฟฟ้าของทางราชการ ความผิดฐานฟอกเงิน รวมถึงความผิดตามกฎหมายอาคาร สิ่งแวดล้อม และสาธารณสุข</p>

<p>ที่มา :&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/166789">https://www.thaigov.go.th/th/news/166789</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://queensirikit.prd.go.th/th/file/get/file/202607238dbbd3a600af79b482d56edede9a0f7e112956.jpg' type='image/jpg' length='280249' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมทางหลวงชนบท ก่อสร้างถนนสาย จ ผังเมืองรวมเมืองกำแพงเพชร คืบหน้ากว่า 36% รองรับการขยายตัวของเมือง เชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมให้มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น หนุนการค้า - ขนส่ง ในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่างอย่างยั่งยืน คาดแล้วเสร็จในปี 2570]]></title>
<link>https://queensirikit.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/525077</link>
<guid isPermaLink="false">ed5f7f7da54e85db18cb66e17ee4456c</guid>
<pubDate>Thu, 23 Jul 2026 11:28:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม&nbsp;</strong>เปิดเผยว่า กรมทางหลวงชนบท (ทช.) ได้ดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวงคมนาคม ภายใต้การกำกับดูแลของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานโครงข่ายการคมนาคมขนส่งของประเทศ เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ สู่การยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม สำหรับในพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร ทช. อยู่ระหว่างดำเนินโครงการก่อสร้างถนนสาย จ ผังเมืองรวมเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร มีความคืบหน้าแล้วกว่าร้อยละ 36 ปัจจุบันอยู่ในส่วนของงานสะพานข้ามแม่น้ำปิงและถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2570&nbsp;</p>

<p>จังหวัดกำแพงเพชรอยู่ในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง เป็นเมืองมรดกโลกที่มีสถานที่สำคัญทั้งในเชิงประวัติศาสตร์ เชิงวัฒนธรรม และธรรมชาติ เป็นแหล่งเกษตรกรรมขนาดใหญ่มีการปลูกอ้อย และมันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจหลัก รวมทั้งยังเป็นแหล่งที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัด ทั้งนี้ เพื่อเชื่อมโยงโครงข่ายทางถนนให้สมบูรณ์ เพิ่มขีดความสามารถในการคมนาคมขนส่งภายในจังหวัดและลำเลียงสินค้าไปยังจังหวัดใกล้เคียง อาทิ อุทัยธานี พิจิตร นครสวรรค์ ได้อย่างเต็มศักยภาพมากยิ่งขึ้น ช่วยบรรเทาการจราจรที่หนาแน่นในเขตเมือง ลดระยะเวลาในการเดินทาง รองรับปริมาณการจราจรในอนาคต ทช. จึงได้ดำเนินโครงการฯ ก่อสร้างเป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก ขนาด 6 ช่องจราจร (ไป - กลับ) กว้างช่องละ 3.50 เมตร ไหล่ทางกว้าง 2.50 เมตร ทางเท้ากว้าง 3.40 เมตร และเกาะกลางแบบยก รวมถึงก่อสร้างสะพานข้ามคู่ขนานแม่น้ำปิง ความยาว 550 เมตร มีจุดกลับรถ 4 แห่ง บริเวณจุดเริ่มต้น จุดสิ้นสุดโครงการ และใต้สะพานทั้งสองฝั่ง พร้อมก่อสร้างระบบไฟฟ้าแสงสว่าง ระบบระบายน้ำ งานอำนวยความปลอดภัย งานภูมิสถาปัตยกรรม โดยมีจุดเริ่มต้นโครงการเชื่อมกับ ทล.1 (ถนนพหลโยธิน) และสิ้นสุดโครงการที่จุดตัดระหว่าง ทล.101 และ ทล.112 (ทางเลี่ยงเมืองกำแพงเพชร) ช่วง กม. ที่ 0+000 - 3+510 รวมระยะทาง 3.510 กิโลเมตร ใช้งบประมาณ 1,594 ล้านบาท</p>

<p>นอกจากนี้ ทช. ยังได้กำชับไปยังผู้รับจ้างและผู้ควบคุมงานในเรื่องความปลอดภัยระหว่างการก่อสร้าง โดยให้ติดตั้งป้ายเตือนป้ายลดความเร็ว ติดตั้งสัญญาณไฟกะพริบ และสิ่งอำนวยความปลอดภัยต่าง ๆ ให้สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน ตลอดจนการเพิ่มรอบในการฉีดพ่นน้ำบริเวณโครงการฯ เพื่อลดฝุ่นในพื้นที่ เป็นการอำนวยความปลอดภัยและลดผลกระทบที่อาจเกิดต่อผู้ใช้ทางบริเวณโดยรอบอีกด้วย</p>

<p>ที่มา :&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/166787">https://www.thaigov.go.th/th/news/166787</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://queensirikit.prd.go.th/th/file/get/file/20260723c393933ac129e3a2d57ac42dd9f1e818112846.jpg' type='image/jpg' length='274852' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ธ.ก.ส. เปิดตัว 2 เงินฝากใหม่ “เงินฝากไซทอง” และ “เงินฝากพานทอง” ฝาก 11 เดือน รับดอกเบี้ยเฉลี่ยทั้งโครงการ ร้อยละ 1.10 ต่อปี]]></title>
<link>https://queensirikit.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/525075</link>
<guid isPermaLink="false">0e501f460ec930847dd21a13dd03e5d6</guid>
<pubDate>Thu, 23 Jul 2026 11:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายไพศาล หงษ์ทอง รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. เปิดตัว 2 เงินฝากใหม่ระยะสั้น ได้แก่ เงินฝากไซทอง (11 เดือน) สำหรับบุคคลธรรมดา อายุ 7 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันรับฝาก กลุ่มบุคคล นิติบุคคล ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ สถาบันการเงิน และบริษัทประกันที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย โดยเมื่อเปิดบัญชีขั้นต่ำ 10,000 บาท ไม่จำกัดจำนวนเงินรับฝากสูงสุด รับดอกเบี้ยเป็นรายเดือน อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 1.10 ต่อปี (เทียบเท่าเงินฝากประจำร้อยละ 1.29 ต่อปี) เริ่มจ่ายดอกเบี้ยงวดแรก 31 สิงหาคม 2569 สำหรับลูกค้ารายเดิมที่ฝากกับเงินฝาก &quot;กระบุงทอง&quot; มีความประสงค์ฝากต่อใน โครงการ &quot;เงินฝากไซทอง&quot; บางส่วน หรือไม่ประสงค์ฝากต่อในโครงการ &quot;เงินฝากไซทอง&quot; โปรดติดต่อสาขาภายในวันที่ 22 ก.ค. - 31 ส.ค. 69</p>

<p>และเงินฝากพานทอง (11 เดือน) สำหรับบุคคลธรรมดา อายุ 7 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันรับฝาก กลุ่มบุคคล นิติบุคคล ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ สถาบันการเงิน และบริษัทประกันทึ่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย เมื่อเปิดบัญชีขั้นต่ำ 10,000 บาท ไม่จำกัดจำนวนเงินรับฝากสูงสุด รับดอกเบี้ยแบบขั้นบันได สูงสุดร้อยละ 6.59 ต่อปี อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยทั้งโครงการ ร้อยละ 1.10 ต่อปี โดยแบ่งอัตราดอกเบี้ยเป็น 2 ช่วง ประกอบด้วย ช่วงที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 &ndash; 15 มิถุนายน 2570 อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1.00 ต่อปี และช่วงที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2570 &ndash; 21 มิถุนายน 2570 อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6.59 ต่อปี คิดดอกเบี้ยเฉลี่ยทั้งโครงการร้อยละ 1.10 ต่อปี (เทียบเท่าเงินฝากประจำ ร้อยละ 1.29 ต่อปี) จ่ายดอกเบี้ยเป็นรายเดือน โดยทบเป็นต้นเงินเข้าบัญชีโครงการนี้ ทุกวันที่ 15 ของทุกเดือน (ถอนดอกเบี้ยได้ในวันที่ 16 ของทุกเดือน) จ่ายดอกเบี้ยงวดแรกวันที่ 15 กันยายน 2569 งวดสุดท้ายวันที่ 21 มิถุนายน 2570 สำหรับลูกค้ารายเดิม &quot;เงินฝากกำปั่นทอง&quot; มีความประสงค์ฝากต่อใน โครงการ &quot;เงินฝากพานทอง&quot; บางส่วน หรือไม่ประสงค์ฝากต่อในโครงการ &quot;เงินฝากพานทอง&quot; โปรดติดต่อสาขาภายในวันที่ 22 ก.ค. - 31 ส.ค. 69 และสำหรับลูกค้ารายเดิม &quot;เงินฝากทองนพคุณ&quot; มีความประสงค์ฝากต่อใน โครงการ &quot;เงินฝากพานทอง&quot; บางส่วน หรือไม่ประสงค์ฝากต่อในโครงการ &quot;เงินฝากพานทอง&quot; โปรดติดต่อสาขาภายในวันที่ 14 ส.ค. - 31 ส.ค. 69<br />
<br />
เงินฝากทั้ง 2 โครงการ เปิดรับฝากแล้วตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคมนี้ ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 หรือจนกว่าธนาคารแจ้งปิดการรับฝาก ทั้งนี้ สำหรับบุคคลธรรมดาได้รับการยกเว้นภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก และนิติบุคคลเสียภาษีตามประกาศกรมสรรพากร ร่วมสร้างรากฐานทางการเงินที่มั่นคงกับ ธ.ก.ส. สู่อนาคตที่ยั่งยืน สอบถามรายละเอียด เพิ่มเติมได้ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือ Call Center 02 555 0555</p>

<p><a href="https://www.facebook.com/share/p/1HVjt5P18E/?mibextid=wwXIfr" rel="noopener noreferrer" target="_blank">https://www.facebook.com/share/p/1HVjt5P18E/?mibextid=wwXIfr</a></p>

<p>ที่มา :&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/166788">https://www.thaigov.go.th/th/news/166788</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://queensirikit.prd.go.th/th/file/get/file/20260723ead0bea09cb024067453df8741ee428c112643.jpg' type='image/jpg' length='224133' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กอช. เตือน “สึนามิประชากร” วัย 46 – 60 ปี 17 ล้านคน เสี่ยง “แก่แต่จน” เร่งออมก่อนสาย]]></title>
<link>https://queensirikit.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/525038</link>
<guid isPermaLink="false">79a972ef20ed3d29337fa7df2cc29385</guid>
<pubDate>Thu, 23 Jul 2026 10:31:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เผยวิกฤตโครงสร้างประชากรไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society) พบกลุ่มแรงงานวัย 46-60 ปี กว่า 17.3 ล้านคน มีความเสี่ยงสูงด้านความมั่นคงทางการเงินหลังเกษียณ เหตุรายจ่ายพุ่งสูงกว่า 4 เท่าในรอบ 3 ทศวรรษ แต่ออมได้ต่ำกว่าค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ กอช. เร่งรณรงค์แรงงานนอกระบบ ออมเงินเพื่อรับเงินสมทบจากรัฐ 100% พร้อมชูจุดเด่น &ldquo;บำนาญตลอดชีพ&rdquo; ปิดช่องว่าง &ldquo;แก่แต่จน&rdquo;</p>

<p>กอช. เปิดเผย ข้อมูลจากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน สำนักงานสถิติแห่งชาติ และรายงานจาก TDRI สะท้อนความจริงที่น่ากังวลว่า ไทยไม่ได้แค่มีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น แต่กำลังอายุยืนและอยู่ลำพังมากขึ้น โดยกลุ่มที่น่าจับตาที่สุดคือ &ldquo;คลื่นคนวัย 46-60 ปี&rdquo; หรือกลุ่ม &ldquo;ใกล้เกษียณ&rdquo; เพิ่มจากปี 2537 เป็น 17.3 ล้านคน ในปี 2567 และมีสัดส่วนสูงถึง 39% ของประชากรวัยแรงงานทั้งหมด คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ (41.6%) เป็นแรงงานอิสระหรือทำธุรกิจส่วนตัว ซึ่งต้องวางแผนรับผิดชอบการออมเพื่อเกษียณอีก 10-15 ปีข้างหน้าด้วยตนเอง ในสภาพที่ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น แต่เงินออมกลับสวนทาง</p>

<p>วิกฤตรายจ่ายวัยเกษียณ ข้อมูลระบุว่า ในปี 2567 รายจ่ายเฉลี่ยของคนอายุ 46 &ndash; 60 ปี เดือนละ 8,362 บาท และผู้สูงอายุวัยต้น (61-70 ปี) อยู่ที่ประมาณ 7,603 บาทต่อเดือน แต่เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุในปัจจุบันเริ่มต้น 600 บาท ซึ่งครอบคลุมค่าใช้จ่ายจำเป็นได้เพียง 7.9% เท่านั้น นอกจากนี้ รายงานยังชี้ให้เห็นว่าต้นทุนของการ &ldquo;อยู่คนเดียว&rdquo; สูงกว่าการอยู่เป็นครอบครัวอย่างชัดเจน โดยผู้สูงอายุที่อยู่ลำพังมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสูงถึง 10,087 บาทต่อเดือน เนื่องจากไม่สามารถหารเฉลี่ย ค่าที่พัก อาหาร และการเดินทางร่วมกับใครได้</p>

<p>ช่องว่างการออม เงินสะสมที่อาจหมดลงภายในไม่กี่ปี คนอายุ 46 &ndash; 60 ปี มีเงินออมเฉลี่ยประมาณ 4,416 บาท ต่อคนต่อเดือน พบว่าคนวัยใกล้เกษียณมีความเปราะบางทางการเงินสูงมาก</p>

<p>&bull; เริ่มออมตอนอายุ 46 ปี หากออมตามค่าเฉลี่ย จะมีเงินใช้หลังเกษียณได้เพียงประมาณ 6.6 ปี</p>

<p>&bull; เริ่มออมตอนอายุ 50 ปี เงินจะรองรับชีวิตได้เพียง 5.1 ปี</p>

<p>&bull; เริ่มออมตอนอายุ 55 ปี เงินจะเหลือใช้เพียง 2.8 ปี</p>

<p>ซึ่งหากพิจารณาว่าคนไทยปัจจุบันมีอายุยืนยาวขึ้นถึง 80 - 90 ปี (กลุ่มอายุ 90 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าใน 30 ปีที่ผ่านมา) จะเห็นว่าเงินออมที่มีอยู่นั้นไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตที่ยาวนานขึ้นอย่างแน่นอน</p>

<p>กอช. ทางเลือกที่มั่นคงสำหรับแรงงานนอกระบบ เพื่อปิดช่องว่างนี้ กอช. มุ่งเน้นให้แรงงานอิสระ พ่อค้าแม่ค้า เกษตรกร และผู้ประกอบอาชีพรับจ้าง ที่มีอายุ 15 &ndash; 60 ปี เข้าสู่ระบบการออมเชิงรุกก่อนถึงวัยเกษียณ โดยมีสิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์ความเสี่ยงในอนาคต ดังนี้</p>

<p>1. รัฐช่วยเติม รัฐบาลสมทบเงินเพิ่มให้สูงสุด 100% ตามช่วงอายุ ไม่เกิน 1,800 บาทต่อปี</p>

<p>2. ความยืดหยุ่นสูง ออมขั้นต่ำเพียง 50 บาทต่อครั้ง สูงสุด 30,000 บาทต่อปี (ไม่ออมเท่ากันทุกเดือนก็ได้)</p>

<p>3. บำนาญที่จับต้องได้ เมื่ออายุครบ 60 ปี จะได้รับเงินบำนาญรายเดือนตลอดชีพ ช่วยลดภาระลูกหลาน และสร้างคุณภาพชีวิตที่มั่นคง</p>

<p>4. ลดหย่อนภาษี เงินออมนำไปลดหย่อนภาษีได้เต็มจำนวนสูงสุด 30,000 บาทต่อปี</p>

<p>จากภาพจำของวัยเกษียณที่อยู่อย่างประหยัด และมีลูกหลานคอยดูแลกำลังเลือนหายไป สังคมใหม่ คือการพึ่งพาตนเอง กอช. จึงไม่ใช่แค่ทางเลือกของการออม แต่เป็น &ldquo;ตาข่ายความปลอดภัย&rdquo; ที่จะช่วยให้แรงงานนอกระบบมีบำนาญใช้หลังอายุ 60 ปี ควบคู่ไปกับเบี้ยยังชีพของรัฐ เพื่อให้คนไทยสามารถใช้ชีวิตบั้นปลายได้อย่างมีศักดิ์ศรี</p>

<p>สำหรับผู้ที่สนใจตรวจสอบสิทธิ์และสมัครสมาชิก กอช. สามารถทำได้ง่ายๆ ผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;กอช.&rdquo; หรือที่ไลน์ @<a href="https://l.facebook.com/l.php?u=http%3A%2F%2Fnsf.th%2F%3Ffbclid%3DIwZXh0bgNhZW0CMTAAYnJpZBExN1g1RlY5N09mQmdUc1ZMSnNydGMGYXBwX2lkEDIyMjAzOTE3ODgyMDA4OTIAAR6yCqYD2kmzWOsPrWlcRMnWaqSaWKXGWt0kr_orY57mxXjuuSY_ElHyUT08ag_aem_tvHa5Bwo2llR4Wws38KuKQ&amp;h=AUBRBRO2L5BoelUTXsL3KVvsjpqnEBc0ipizrFziS_HIs5APOMavvTvtRfq_56Lgamn5xalnPeEi260P9Zm9zcesDCUpsU49M4SAWJfqLZtCXJVix6onpXuh9pgP-_nWTj_bNClItFH_7YdW&amp;__tn__=-UK-R&amp;c[0]=AUDN0kQcbHy2g3wqHyxyiOTQpVmntLoAktq-y_EE-zy8xO8tIbrMmPKp6n1Sg1xd4Ug8WOta-LWLkhEIGhZ_R6cEO1TD_3DnyViocygNvUI5K3On0uzLFt1Y69L9ipW37LkaFlJAwD0C383U-X4_DkPH6F-MsBBcF6OGr2AxRgOjEcDhzf1KmkjuhqXXSuY1pdgMvO0f5cWRevNuruqM4SlkaQ" rel="nofollow noreferrer" role="link" tabindex="0" target="_blank">nsf.th</a> และเคาน์เตอร์เซอร์วิสทั่วประเทศ สอบถามสายด่วนเงินออม โทร. 02-049-9000</p>

<p>&ldquo;คุณออม รัฐช่วยออม คุณได้บำนาญ&rdquo;</p>

<p>สนใจข้อมูลเพิ่มเติม มาเป็นครอบครัวเงินออมได้ที่ : Line @<a href="https://l.facebook.com/l.php?u=http%3A%2F%2Fnsf.th%2F%3Ffbclid%3DIwZXh0bgNhZW0CMTAAYnJpZBExN1g1RlY5N09mQmdUc1ZMSnNydGMGYXBwX2lkEDIyMjAzOTE3ODgyMDA4OTIAAR5IoljuCu3psLEuwZU3BVuMorAQZtdes6msD-oBAzVhsaQiNZ780gAByKTPgQ_aem_6qgBEoS21BGJOCwUTWk3og&amp;h=AUBRBRO2L5BoelUTXsL3KVvsjpqnEBc0ipizrFziS_HIs5APOMavvTvtRfq_56Lgamn5xalnPeEi260P9Zm9zcesDCUpsU49M4SAWJfqLZtCXJVix6onpXuh9pgP-_nWTj_bNClItFH_7YdW&amp;__tn__=-UK-R&amp;c[0]=AUDN0kQcbHy2g3wqHyxyiOTQpVmntLoAktq-y_EE-zy8xO8tIbrMmPKp6n1Sg1xd4Ug8WOta-LWLkhEIGhZ_R6cEO1TD_3DnyViocygNvUI5K3On0uzLFt1Y69L9ipW37LkaFlJAwD0C383U-X4_DkPH6F-MsBBcF6OGr2AxRgOjEcDhzf1KmkjuhqXXSuY1pdgMvO0f5cWRevNuruqM4SlkaQ" rel="nofollow noreferrer" role="link" tabindex="0" target="_blank">nsf.th</a></p>

<p>ฝากติดตามข่าวสารและกิจกรรมของกองทุนการออมแห่งชาติได้ที่ :</p>

<p>&bull; Facebook: กองทุนการออมแห่งชาติ-กอช.</p>

<p>&bull; แอปพลิเคชัน กอช.</p>

<p>&bull; เว็บไซต์: <a href="https://l.facebook.com/l.php?u=http%3A%2F%2Fwww.nsf.or.th%2F%3Ffbclid%3DIwZXh0bgNhZW0CMTAAYnJpZBExN1g1RlY5N09mQmdUc1ZMSnNydGMGYXBwX2lkEDIyMjAzOTE3ODgyMDA4OTIAAR6DQORla7W1VBndz0ykHenq8oycvv3kqkduy_0LDxEWCieu1nAhxTypmjX7uQ_aem_HGfQUDDgXvCrPiqvlAjBsA&amp;h=AUATX4j_h2SXy2lLEF-lU7rtXBAGkDXNVFxKM-UCfz9q_aC7jcG9z1lyaI71xcSEFa8nN1KYos82vEUzmkiHjmEbO2aOOtfRaGnWhQNBfbLeAmt3Tm2FIK6uDHqQ4En-zSQaixlaeavLO5Pu&amp;__tn__=-UK-R&amp;c[0]=AUDN0kQcbHy2g3wqHyxyiOTQpVmntLoAktq-y_EE-zy8xO8tIbrMmPKp6n1Sg1xd4Ug8WOta-LWLkhEIGhZ_R6cEO1TD_3DnyViocygNvUI5K3On0uzLFt1Y69L9ipW37LkaFlJAwD0C383U-X4_DkPH6F-MsBBcF6OGr2AxRgOjEcDhzf1KmkjuhqXXSuY1pdgMvO0f5cWRevNuruqM4SlkaQ" rel="nofollow noreferrer" role="link" tabindex="0" target="_blank">www.nsf.or.th</a></p>

<p>&bull; สายด่วนเงินออม 02-0499000 ได้ทุกวันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.30-17.30 น.</p>
]]></description>
<enclosure url='https://queensirikit.prd.go.th/th/file/get/file/2026072395af75d1e807b9911c67eb318917efb6103208.jpg' type='image/jpg' length='62591' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“BKS” ชวนนั่งรถโดยสารสาธารณะเที่ยวไทยวันหยุดยาวปลายเดือนกรกฎาคมนี้ กระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมจัดรถโดยสาร - พนักงานขับรถ รองรับประชาชนเดินทางกลับบ้าน สะดวก ปลอดภัย เพียงพอ]]></title>
<link>https://queensirikit.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/525021</link>
<guid isPermaLink="false">adf58836f1e571dd18dffa294b3f7731</guid>
<pubDate>Thu, 23 Jul 2026 09:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายอรรถวิท รักจำรูญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (BKS) กระทรวงคมนาคม ขอเชิญชวนประชาชนออกเดินทางท่องเที่ยวด้วยรถโดยสารสาธารณะในช่วงวันหยุดยาวปลายเดือนกรกฎาคม 2569 เพื่อร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ผ่านการใช้จ่ายด้านการเดินทาง ที่พัก ร้านอาหาร และสินค้าชุมชน ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้และกระจายเม็ดเงินสู่ผู้ประกอบการท้องถิ่นทั่วประเทศ ตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม โดย BKS ได้เตรียมความพร้อมอำนวยความสะดวกประชาชนเดินทางช่วงวันหยุดยาวต่อเนื่อง วันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา ระหว่างวันที่ 25 - 30 กรกฎาคม 2569 ซึ่งคาดการณ์จะมีประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยว ทั้งเที่ยวไป - กลับ เฉลี่ยวันละ 100,000 คน ใช้รถโดยสาร (รถ BKS และรถร่วมบริการ) เฉลี่ยวันละ 6,200 เที่ยววิ่ง เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้โดยสารในการเดินทางและไม่มีผู้โดยสารตกค้าง</p>

<p>นอกจากนี้ BKS ยังให้ความสำคัญด้านความปลอดภัย โดยได้กำชับให้เจ้าหน้าที่และผู้ประกอบการรถร่วมฯ ดำเนินการตามมาตรการตรวจเข้มความพร้อมรถโดยสารอย่างเคร่งครัด ต้องตรวจเช็กรถโดยสารทุกคัน อุปกรณ์ส่วนควบต้องมีความปลอดภัย ก่อนนำออกมาให้บริการ ส่วนพนักงานขับรถต้องพักผ่อนให้เพียงพอ มีการตรวจสารเสพติดและตรวจวัดแอลกอฮอล์ต้องเป็นศูนย์ ควบคุมความเร็วรถ และปฏิบัติตามกฎจราจร จัดพนักงานขับรถ 2 คน ในเส้นทางสายยาวที่ใช้เวลาเดินทางเกิน 4 ชั่วโมง ขณะเดียวกัน BKS ได้จัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยภายในสถานีขนส่งผู้โดยสารที่อยู่ในการกำกับดูแลทุกแห่งทั่วประเทศ รวมทั้งประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบริหารจัดการเดินรถและการจราจรเป็นไปอย่างคล่องตัว อย่างไรก็ตามขอให้ประชาชนวางแผนการเดินทางและจองตั๋วโดยสารล่วงหน้า เพื่อความสะดวก รวดเร็ว และขอความร่วมมือผู้โดยสารคาดเข็มขัดนิรภัยตลอดการเดินทาง เพื่อความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้ประชาชนในการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ สอบถามข้อมูลการเดินทางและจองตั๋วได้ที่เว็บไซต์ บขส. Application : BKS E-ticket Facebook Page และ Line BKS และช่องจำหน่ายตั๋วโดยสารทั่วประเทศ หรือ โทร. 0 2936 2841 - 48</p>

<p>ที่มา :&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/166786">https://www.thaigov.go.th/th/news/166786</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://queensirikit.prd.go.th/th/file/get/file/202607237ef57312ade95cb65aa04cd3fc89334b094034.jpg' type='image/jpg' length='162728' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เปิดโผคณะกรรมการภาครัฐโปร่งใส นายกฯ ดึงตัวแทนรัฐ–เอกชน–ประชาสังคม ร่วมขจัดทุจริต]]></title>
<link>https://queensirikit.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/525010</link>
<guid isPermaLink="false">8bdc86a2b2867e8509e02d3f5b8f2e71</guid>
<pubDate>Thu, 23 Jul 2026 09:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันนี้ (23 กรกฎาคม 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ แต่งตั้ง คณะกรรมการร่วมพหุภาคีเพื่อการบริหารงานภาครัฐระบบเปิด (Multi-Stakeholder Forum : MSF) เป็นกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และผู้ทรงคุณวุฒิอย่างเป็นทางการเพื่อร่วมกำหนดทิศทางนโยบาย ขับเคลื่อนภาครัฐระบบเปิด และรองรับการเข้าเป็นสมาชิกภาคีเครือข่ายภาครัฐระบบเปิด (Open Government Partnership : OGP)</p>

<p>โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะกรรมการชุดนี้มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ มีเป้าหมายยกระดับการทำงานของภาครัฐจากการดำเนินงานโดยหน่วยงานรัฐเพียงฝ่ายเดียว สู่การบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ตั้งแต่การกำหนดนโยบาย การจัดทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติ (National Action Plan : NAP) ไปจนถึงการติดตามและประเมินผล เพื่อให้การดำเนินงานมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และตอบสนองประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม</p>

<p>นายปกรณ์ ได้ให้แนวทางไว้ว่า Open Government หรือ &quot;ภาครัฐระบบเปิด&quot; จะเป็นการเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีทำงานของภาครัฐ โดยยึดหลักความโปร่งใส เปิดเผยข้อมูล ให้ประชาชนเข้าถึง ตรวจสอบ และมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย ควบคู่กับการนำ digital technology เข้ามาใช้ในการทำงานและเชื่อมโยงข้อมูลของภาครัฐเทคโนโลยีดิจิทัล ยกระดับการบริการ ภายใต้ข้อยกเว้นด้านความมั่นคงตามหลักสากล &nbsp;ส่งผลให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดการทุจริต &nbsp;ดังนั้น ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น open government digital government responsive government &nbsp;transparency และ anti-corruption จึงเป็นเรื่องเดียวกัน &nbsp;เพื่อให้การบริหารราชการมีประสิทธิภาพ โปร่งใส ลดการทุจริต และตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ดียิ่งขึ้น</p>

<p>ทั้งนี้ คณะกรรมการยังประกอบด้วย ผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล นายมานะ นิมิตรมงคล นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ นายกิตติ ตั้งจิตรมณีศักดา นายสุริยเดว ทรีปาตี โดยมีหน้าที่กำหนดทิศทางและกลยุทธ์การบริหารงานภาครัฐระบบเปิด พิจารณาแผนปฏิบัติการแห่งชาติ (NAP) ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี กำกับติดตามผล และแต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงาน โดยมอบหมายให้สำนักงาน ก.พ.ร. เป็นหน่วยงานกลางในการประสานและสนับสนุนการขับเคลื่อนงาน</p>

<p>&quot;รัฐบาลมุ่งยกระดับการบริหารราชการที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายและติดตามผลการดำเนินงาน เพื่อให้การตัดสินใจของภาครัฐมีความรอบด้าน โปร่งใส ตรวจสอบได้ ยกระดับธรรมาภิบาลของประเทศ และสนับสนุนการเข้าเป็นสมาชิกภาคีเครือข่ายภาครัฐระบบเปิด (OGP) ต่อไป&quot; นางสาวรัชดา กล่าว</p>

<p>ที่มา :&nbsp;<a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/166782">https://www.thaigov.go.th/th/news/166782</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://queensirikit.prd.go.th/th/file/get/file/20260723f94e515db07a808c02392f78c0c33f27092943.jpg' type='image/jpg' length='96201' />
</item>
</channel>
</rss>
