<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ทันข่าว]]></title>
<link>https://queensirikit.prd.go.th/th/content/category/index/id/33</link>
<atom:link href="https://queensirikit.prd.go.th/th/content/category/index/id/33" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[ผู้แทนการค้าไทยพบหารือหอการค้าอังกฤษในไทย พร้อมจับมือขยายการค้า การลงทุน และยกระดับความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยกับสหราชอาณาจักร]]></title>
<link>https://queensirikit.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/525119</link>
<guid isPermaLink="false">5ae2da9fdab273227ca6dd410b2485c2</guid>
<pubDate>Thu, 23 Jul 2026 13:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายวีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย เปิดเผยว่า เมื่อวันที่&nbsp;22 กรกฎาคม&nbsp;2569 ได้พบหารือกับสภาหอการค้าอังกฤษแห่งประเทศไทย (BCCT) นำโดยนายฝน นนทรีชัย รองประธาน&nbsp;BCCT และคณะผู้แทนสมาชิก&nbsp;BCCT เพื่อขยายโอกาสการค้าและการลงทุน รวมทั้งยกระดับความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยกับสหราชอาณาจักร</p>

<p><br />
โดยตนได้นำเสนอนโยบายของรัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งให้ความสำคัญกับการยกระดับความสามารถในการแข่งขันและความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการขยายพันธมิตรการค้าที่มั่นคงและยั่งยืน ท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และการค้าโลกในปัจจุบัน ทั้งนี้ นอกเหนือจากการเร่งผลักดันการเจรจา&nbsp;FTA ไทย-อียู รัฐบาลไทยยังมีความพร้อมอย่างยิ่งที่จะเริ่มเจรจา&nbsp;FTA ไทย-สหราชอาณาจักร เนื่องจากสหราชอาณาจักรเป็นคู่ค้าสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ เซมิคอนดักเตอร์ ชีวภาพและพลังงานทดแทน ยานยนต์ไฟฟ้า การแพทย์ครบวงจร และอากาศยาน จึงหวังว่า&nbsp;BCCT จะเป็นเสียงสำคัญของภาคเอกชนในการร่วมผลักดันให้การเจรจา FTA ไทย-UK เริ่มต้นได้โดยเร็ว</p>

<p><br />
นายวีระพงษ์ฯ เสริมเพิ่มเติมว่า ภาคเอกชนสหราชอาณาจักรยินดีเป็นอย่างยิ่งที่การเจรจา&nbsp;FTA ไทย-อียูมีความคืบหน้าไปมาก และเห็นว่าไทยสามารถนำผลการเจรจาดังกล่าวไปต่อยอดสู่การเจรจา&nbsp;FTA ไทย-สหราชอาณาจักรได้ในอนาคต ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศ โดย&nbsp;BCCT พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะ&nbsp;SMEs ในการเตรียมความพร้อมในการเข้าเป็นภาคี FTA &nbsp;ยกระดับศักยภาพให้สอดคล้องกับมาตรฐานของสหราชอาณาจักร อาทิ มาตรการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งสร้างแต้มต่อในการเข้าสู่ตลาดของสหรอาณาจักร&nbsp;<br />
<br />
ในการนี้&nbsp;BCCT จึงขอนำเสนอให้หน่วยงานภาครัฐไทยพิจารณาจัดตั้งคณะทำงานร่วมกับ BCCT เพื่อสื่อสารสร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการไทยและสหราชอาณาจักร และสามารถเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต รวมทั้งร่วมกันสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ SMEs เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนนโยบายการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและสหราชอาณาจักร<br />
<br />
ท้ายนี้ นายวีระพงษ์ฯ กล่าวว่า ได้หารือกับ&nbsp;BCCT ถึงนโยบายการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย ซึ่งจะผลักดันให้ไทยต้องปฏิรูปเศรษฐกิจและยกระดับมาตรฐานให้สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติของ OECD พร้อมขอให้&nbsp;BCCT ร่วมสนับสนุนการดำเนินการดังกล่าว ซึ่ง&nbsp;BCCT ยินดีสนับสนุนรัฐบาลไทยเต็มที่ โดยพร้อมแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกจากประสบการณ์ทางธุรกิจ เพื่อให้ภาครัฐนำไปใช้ประกอบการกำหนดแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อภาคเอกชนทั้งสองฝ่ายอย่างแท้จริง</p>

<p><br />
ในปี 2568 สหราชอาณาจักร เป็นคู่ค้าอันดับ 22 ของไทยในโลก และเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทยในยุโรป (รองจากรองจากสวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์) เป็นตลาดส่งออกอันดับ 22 และเป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 24 ของไทยในโลก โดยมีการค้ารวม 6,850.33 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 1.00 ของการค้าไทยในโลก เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 2.87 โดยไทยได้เปรียบดุลการค้า 2,022.62 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นการส่งออกไปยัง&nbsp;UK มูลค่ารวม 4,436.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีสินค้าส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ (1) ไก่แปรรูป (2) อัญมณีและเครื่องประดับ (3) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล (4) รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ (5) รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และนำเข้าจาก&nbsp;UK มูลค่ารวม 2,413.86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีสินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ (1) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ (2) แผงวงจรไฟฟ้า (3) เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ การแพทย์ (4) ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ (5) เครื่องดื่มประเภทน้ำแร่ น้ำอัดลม และสุรา</p>
]]></description>
<enclosure url='https://queensirikit.prd.go.th/th/file/get/file/202607235e3381c3c88bf103df1ec574867b7e67131356.jpeg' type='image/jpg' length='219755' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[แม่ทัพภาคที่ 4 เยี่ยมให้กำลังใจเด็กชายวัย 10 ปี เหยื่อเหตุคนร้ายยิง - ขว้างไปป์บอมบ์ใส่จุดตรวจบูเก๊ะซามี พร้อมประณามการก่อเหตุรุนแรงไร้มนุษยธรรม]]></title>
<link>https://queensirikit.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/525058</link>
<guid isPermaLink="false">1dececd17a701f94163360beb12ead76</guid>
<pubDate>Thu, 23 Jul 2026 10:54:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>แม่ทัพภาคที่ 4 เยี่ยมให้กำลังใจเด็กชายวัย 10 ปี เหยื่อเหตุคนร้ายยิง - ขว้างไปป์บอมบ์ใส่จุดตรวจบูเก๊ะซามี พร้อมประณามการก่อเหตุรุนแรงไร้มนุษยธรรม</p>

<p>วันนี้ (23 กรกฎาคม 2569) ที่ โรงพยาบาลระแงะ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส พลโท นรธิป &nbsp;โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 พร้อมด้วยคณะผู้บังคับบัญชา เดินทางเข้าเยี่ยมและให้กำลังใจ เด็กชายฮาบี๊บ หินะ อายุ 10 ปี ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงและขว้างระเบิดแสวงเครื่องแบบไปป์บอมบ์ใส่จุดตรวจบูเก๊ะซามี เขตเทศบาลตำบลตันหยงมัส อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา</p>

<p>จากเหตุการณ์ดังกล่าว เด็กชายฮาบี๊บ ซึ่งพักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 25/1 หมู่ที่ 7 ถนนเทศบาล 11 ซอย 4 ตำบลตันหยงมัส อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลฉีกขาดบริเวณโคนขา ขนาดประมาณ 2 เซนติเมตร และ 1 เซนติเมตร โดยแพทย์ได้ให้การรักษาอย่างทันท่วงที และขณะนี้อาการอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย อยู่ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์อย่างใกล้ชิด</p>

<p>โอกาสนี้ แม่ทัพภาคที่ 4 ได้ให้กำลังใจแก่เด็กชายฮาบี๊บและครอบครัว พร้อมสอบถามอาการบาดเจ็บ ตลอดจนกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลด้านการรักษาพยาบาลและการช่วยเหลือเยียวยาตามสิทธิอย่างเต็มที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงในครั้งนี้&nbsp;</p>

<p>พลโท นรธิป โพยนอก กล่าวว่า ขอแสดงความห่วงใยต่อผู้ได้รับบาดเจ็บและครอบครัว พร้อมขอประณามการก่อเหตุใช้อาวุธปืนและระเบิดโจมตีจุดตรวจเทศบาลบูเก๊ะซามี อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นการกระทำที่อุกอาจ ไร้มนุษยธรรม และไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนผู้บริสุทธิ์ โดยเฉพาะเด็กและผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง เหตุการณ์เช่นนี้ถือเป็นการละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง และสร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชนในพื้นที่</p>

<p>ทั้งนี้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ขอความร่วมมือประชาชน หากพบเห็นบุคคลหรือวัตถุต้องสงสัย หรือมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการติดตามผู้ก่อเหตุ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงหรือสายด่วนที่เกี่ยวข้องได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อร่วมกันสร้างความปลอดภัยและสันติสุขให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้</p>

<p>.............................................................<br />
ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า<br />
23 กรกฎาคม 2569</p>

<p>#ปาตานีไม่มีจริง&nbsp;<br />
#ปาตานีแค่วาทกรรม<br />
#สันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้<br />
#แม่ทัพภาคที่4<br />
#กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค4ส่วนหน้า</p>
]]></description>
<enclosure url='https://queensirikit.prd.go.th/th/file/get/file/20260723a25f6df8ea179f85b6210d62a8a46b62110108.jpg' type='image/jpg' length='385732' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลจับมือ AIS Academy ดัน AI เข้าห้องเรียน อัปสกิลครู สร้างภูมิคุ้มกันไซเบอร์เยาวชน ปั้นคนไทยสู่อนาคต]]></title>
<link>https://queensirikit.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/525011</link>
<guid isPermaLink="false">613c349b24569ce5d4c2a674bc430335</guid>
<pubDate>Thu, 23 Jul 2026 09:28:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันนี้ (23 กรกฎาคม 2569) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการ เดินหน้าสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชน ภายใต้โครงการ AIS Academy for Thais &ldquo;คิดเผื่อ เพื่อคนไทย&rdquo; เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยและพัฒนาคนไทยให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัล โดยนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และนวัตกรรมดิจิทัลมาส่งเสริมการเรียนการสอนและการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต</p>

<p>รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยยกระดับศักยภาพครูและผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการนำ AI มาเป็นเครื่องมือช่วยออกแบบการเรียนการสอน ลดภาระงานเอกสารของครู เพื่อให้มีเวลาพัฒนาผู้เรียนมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาหลักสูตรด้าน AI, Cloud และทักษะดิจิทัล พร้อมระบบรับรองสมรรถนะ (Certification) และการสะสมหน่วยกิตผ่าน Credit Bank เพื่อเพิ่มโอกาสในการศึกษาต่อและการมีงานทำ รองรับความต้องการกำลังคนของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต</p>

<p>นอกจากนี้ รัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการ ยังร่วมผลักดันการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในสถานศึกษาพื้นที่ห่างไกล ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตผ่านห้องสมุดดิจิทัล และสร้างภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์ให้กับนักเรียนและประชาชน เพื่อให้รู้เท่าทันภัยออนไลน์และสามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างปลอดภัย</p>

<p>ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวยังเป็นอีกก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมนักเรียนไทยสู่การประเมิน PISA 2029 โดยมุ่งพัฒนาทักษะการรู้เท่าทันดิจิทัล (Digital Literacy) ควบคู่กับการยกระดับระบบการศึกษาให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก และสร้างกำลังคนคุณภาพที่มีทักษะตรงกับความต้องการของประเทศในอนาคต</p>

<p>&ldquo;รัฐบาลเชื่อว่าการพัฒนาคนเป็นภารกิจที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การผนึกกำลังระหว่างกระทรวงศึกษาธิการและ AIS Academy ในครั้งนี้ จะช่วยเปิดโอกาสให้ครู นักเรียน และประชาชนเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และทักษะที่จำเป็นสำหรับอนาคต เพื่อสร้างคนไทยที่พร้อมแข่งขันและเติบโตอย่างยั่งยืนในโลกยุค AI&rdquo; ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://queensirikit.prd.go.th/th/file/get/file/202607234306770df7602d0739ce4a712dbdbe39093013.jpeg' type='image/jpg' length='96227' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลย้ำ บิลค่าไฟรอบกันยายนใช้อัตราใหม่ ทุกครัวเรือนได้สิทธิไม่ต้องลงทะเบียน ส่วนผู้ถือบัตรสวัสดิการฯ ลงทะเบียนรับสิทธิช่วยค่าไฟ]]></title>
<link>https://queensirikit.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/524977</link>
<guid isPermaLink="false">1a84e0cde91329972e0ec74d7a004009</guid>
<pubDate>Thu, 23 Jul 2026 08:46:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันนี้ (23 กรกฎาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากกรณีที่ประชาชนยังมีความสับสนเกี่ยวกับการปรับอัตราค่าไฟฟ้าและมาตรการช่วยเหลือค่าไฟของรัฐบาล กระทรวงมหาดไทยขอชี้แจงว่า การปรับอัตราค่าไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เป็นการปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ที่ผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยทุกครัวเรือนได้รับสิทธิโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องลงทะเบียนและไม่ต้องผ่านแอปพลิเคชันใด ๆ ขณะที่ มาตรการช่วยเหลือค่าไฟสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ยังคงต้องลงทะเบียนกับการไฟฟ้าเพื่อรับสิทธิตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด</p>

<p>รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) และการไฟฟ้านครหลวง (MEA) ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทย ได้เร่งดำเนินการตามมติ กพช. โดยจะเริ่มใช้อัตราค่าไฟฟ้าใหม่กับการใช้ไฟฟ้า ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2569 และจะเรียกเก็บใน ใบแจ้งค่าไฟรอบเดือนกันยายน 2569 เป็นต้นไป</p>

<p>สำหรับการปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าครั้งนี้ บ้านอยู่อาศัยทุกหลังจะได้รับสิทธิ คิดค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรกในอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย โดยไม่ต้องลงทะเบียนหรือดำเนินการใดเพิ่มเติม ส่วนการใช้ไฟฟ้าตั้งแต่หน่วยที่ 201 เป็นต้นไป จะคิดตามอัตราเดิม นอกจากนี้ ยังปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าประเภท มิเตอร์ชั่วคราว ให้เทียบเท่ากับอัตราค่าไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัย เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนอีกด้วย</p>

<p>นางสาวลลิดา กล่าวว่า นอกจากการปรับอัตราค่าไฟฟ้าใหม่แล้ว ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐยังคงได้รับสิทธิช่วยเหลือค่าไฟฟ้า ไม่เกิน 315 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน ตามมาตรการเดิม แต่ผู้มีสิทธิต้อง ลงทะเบียนกับการไฟฟ้า เพื่อรับสิทธิ โดยเปิดลงทะเบียนตั้งแต่ วันที่ 20 กรกฎาคม &ndash; 30 กันยายน 2569</p>

<p>รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ตามมติ กพช. กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพลังงาน PEA และ MEA จะดำเนินการแยกภาระค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากบิลค่าไฟของประชาชน คิดเป็นประมาณ 0.09 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกครัวเรือนได้รับประโยชน์จากค่าไฟฟ้าที่ลดลงโดยอัตโนมัติ</p>

<p>&ldquo;รัฐบาลขอย้ำว่า การปรับอัตราค่าไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยครั้งนี้เป็นสิทธิของผู้ใช้ไฟฟ้าทุกครัวเรือน ไม่ต้องลงทะเบียน ไม่ต้องโหลดแอปพลิเคชัน และจะเริ่มเห็นผลในใบแจ้งค่าไฟจากการใช้ไฟเดือนสิงหาคมที่เรียกเก็บในเดือนกันยายน 2569 ส่วนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ประสงค์รับสิทธิช่วยเหลือค่าไฟฟ้า 315 บาทต่อเดือน ขอให้ลงทะเบียนกับการไฟฟ้าภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อไม่ให้พลาดสิทธิ&rdquo; นางสาวลลิดา กล่าว.</p>
]]></description>
<enclosure url='https://queensirikit.prd.go.th/th/file/get/file/202607235acb78c6c77757b0e09d451709c3021d084750.jpg' type='image/jpg' length='138852' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ มอบนโยบายความมั่นคง ผนึกกำลัง “ทีมจังหวัด” ยกระดับการป้องกัน ปราบปราม และดูแลประชาชน ตามเป้าหมาย “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล”]]></title>
<link>https://queensirikit.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/524846</link>
<guid isPermaLink="false">906b3cbd507f12670de42b75d699b992</guid>
<pubDate>Wed, 22 Jul 2026 15:52:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันนี้ (22 กรกฎาคม 2569) เวลา 10.00 น. ณ ห้องสัมมนาลอยฟ้า สวนนงนุชพัทยา จังหวัดชลบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมมอบนโยบาย &ldquo;การขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาลในพื้นที่จังหวัดชลบุรี&rdquo; โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม</p>

<p>นายกรัฐมนตรีนำผู้เข้าร่วมประชุมร่วมยืนสงบนิ่งแสดงความอาลัยถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา</p>

<p>นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีมอบนโยบายการขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคงว่า สถานการณ์ภัยคุกคามในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนและความเชื่อมั่นต่อการบังคับใช้กฎหมายของภาครัฐ โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามภัยคุกคามทุกรูปแบบ ขณะที่จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวและศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ จำเป็นต้องยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยและการป้องกันอาชญากรรมให้เป็นต้นแบบ โดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุนการปฏิบัติงานของทุกหน่วยงานอย่างเต็มที่</p>

<p>โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายการขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคงใน 3 มิติ ได้แก่</p>

<p>1. การป้องกัน ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนการทำงานร่วมกับฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ และทุกภาคส่วน เชื่อมโยงข้อมูล วิเคราะห์สถานการณ์ และวางแผนเชิงรุก พร้อมอาศัยความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายในพื้นที่เฝ้าระวังและป้องกันปัญหายาเสพติด อาชญากรรมทางเทคโนโลยี และกลุ่มผู้มีอิทธิพลอย่างเป็นระบบ โดยยึดเป้าหมาย &ldquo;บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล&rdquo;</p>

<p>2. การปราบปราม นายกรัฐมนตรีกำชับให้ทุกหน่วยงานดำเนินการอย่างจริงจัง เด็ดขาด และต่อเนื่อง ยึดหลักหลักนิติธรรม และความเสมอภาคทางกฎหมาย พร้อมถือการแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นวาระเร่งด่วน เดินหน้าปราบปรามยาเสพติดผ่านปฏิบัติการ &ldquo;Operation 90 Days พิฆาตยาเสพติด&rdquo; อย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง ควบคู่กับการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ เว็บพนันออนไลน์ การหลอกลวงผ่านช่องทางดิจิทัล ธุรกิจนอมินี อาวุธปืน และธุรกิจผิดกฎหมาย โดยเร่งสืบสวน ขยายผล ตัดเส้นทางการเงินของเครือข่ายอาชญากรรม และดำเนินคดีกับผู้บงการและผู้สนับสนุนตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด</p>

<p>3. การช่วยเหลือประชาชน ให้ทุกหน่วยยกระดับการให้บริการประชาชน โดยให้ศูนย์ดำรงธรรมเป็นกลไกหลักในการรับเรื่องร้องเรียนและติดตามการแก้ไขปัญหา พร้อมยกระดับการให้บริการของสถานีตำรวจทุกแห่ง เพิ่มประสิทธิภาพการรับแจ้งเหตุ การจัดกำลังสายตรวจ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที</p>

<p>นอกจากนี้ ให้บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เพื่อเร่งรัดการคลี่คลายคดีที่มีความซับซ้อนและนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างมีประสิทธิภาพ</p>

<p>&ldquo;จังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ถือเป็นพื้นที่สำคัญทั้งด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการลงทุนของประเทศ ดังนั้น เราจำเป็นต้องร่วมกันยกระดับมาตรการด้านความมั่นคง ควบคู่กับการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน เพื่อสร้างความปลอดภัย ความเชื่อมั่น และเสริมสร้างศักยภาพของพื้นที่ให้มีความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยว การลงทุน และการเติบโตทางเศรษฐกิจ&rdquo; นายกรัฐมนตรี ย้ำ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://queensirikit.prd.go.th/th/file/get/file/202607228ba2fa9c61d752cf8c1d596432b1bc70161423.jpg' type='image/jpg' length='592819' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ ประกาศวิสัยทัศน์ "Green Thailand" บนเวที Green Bridge Forum ชูเศรษฐกิจสีเขียวเป็นรากฐานการเติบโตระยะยาว ย้ำธรรมาภิบาลคือกุญแจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมผลักดันความร่วมมือโลกด้านสิ่งแวดล้อม]]></title>
<link>https://queensirikit.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/524662</link>
<guid isPermaLink="false">2a488a6184d6f4deab2b70224fa0b1ec</guid>
<pubDate>Wed, 22 Jul 2026 09:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายกฯ ประกาศวิสัยทัศน์ &quot;Green Thailand&quot; บนเวที Green Bridge Forum ชูเศรษฐกิจสีเขียวเป็นรากฐานการเติบโตระยะยาว ย้ำธรรมาภิบาลคือกุญแจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมผลักดันความร่วมมือโลกด้านสิ่งแวดล้อม</p>

<p>(22 ก.ค. 69) ณ ศูนย์การประชุมนานาชาตินงนุชพัทยา จังหวัดชลบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดและกล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ &quot;Navigating the Green Transition: Thailand&#39;s Vision for Sustainable Development and Global Climate Action&quot; ในการประชุมเสวนาคณะทำงานด้านการตรวจสอบสิ่งแวดล้อมระดับภูมิภาคและภาคีที่เกี่ยวข้อง ครั้งที่ 1 (The 1st Green Bridge Forum) ซึ่งจัดโดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน โดยมีผู้แทนองค์กรตรวจเงินแผ่นดินสูงสุดจากหลายประเทศเข้าร่วม เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางส่งเสริมธรรมาภิบาลด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน</p>

<p>ภายหลังเสร็จสิ้นการกล่าวปาฐกถา นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่านายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความยินดีที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม Green Bridge Forum ครั้งแรก พร้อมชื่นชมสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินที่ริเริ่มเวทีความร่วมมือระดับนานาชาติ ซึ่งสะท้อนบทบาทของประเทศไทยในการผลักดันธรรมาภิบาลด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน</p>

<p>นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันทุกประเทศกำลังเผชิญความท้าทายร่วมกันในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม โดย Green Transition ไม่ใช่เพียงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญของโลก ประเทศที่สามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะมีศักยภาพในการดึงดูดการลงทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และเพิ่มความพร้อมในการรับมือกับวิกฤตในอนาคต</p>

<p>นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ประเทศไทยยึดหลักการพัฒนาเศรษฐกิจและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมควบคู่กัน โดยมองว่าความยั่งยืนไม่ใช่ข้อจำกัดของการพัฒนา แต่เป็นรากฐานสำคัญของความมั่งคั่งในระยะยาว พร้อมเดินหน้าสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีนวัตกรรม และมีความยืดหยุ่น ผ่านการลงทุนด้านพลังงานสะอาด โครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่ อุตสาหกรรมแห่งอนาคต การบริหารจัดการทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ และการส่งเสริมนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มผลิตภาพควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม</p>

<p>นายกรัฐมนตรียังเน้นย้ำว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวจะเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม ต้องอาศัยธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง การใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า การดำเนินนโยบายที่สามารถวัดผลได้ และความโปร่งใสตรวจสอบได้ พร้อมระบุว่า สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินมีบทบาทสำคัญในการประเมินผลสัมฤทธิ์ของนโยบายภาครัฐ สนับสนุนการกำหนดนโยบายบนพื้นฐานของข้อมูล สร้างความโปร่งใส และเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน</p>

<p>นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในโลกที่เชื่อมโยงถึงกัน ความไว้วางใจถือเป็นทุนสำคัญของการพัฒนา เพราะช่วยส่งเสริมการลงทุน ความร่วมมือระหว่างประเทศ และการปฏิรูปเชิงโครงสร้างในระยะยาว โดยองค์กรตรวจสอบอิสระมีบทบาทสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นดังกล่าว</p>

<p>นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า แนวคิด Green Bridge เปรียบเสมือนสะพานที่เชื่อมนโยบายกับการปฏิบัติ เชื่อมนวัตกรรมกับความรับผิดชอบ เชื่อมการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการดูแลสิ่งแวดล้อม และเชื่อมลำดับความสำคัญของแต่ละประเทศเข้ากับความร่วมมือระดับโลก พร้อมย้ำว่า ไม่มีประเทศใดสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้โดยลำพัง ประเทศไทยจึงพร้อมทำงานร่วมกับประชาคมโลก และเดินหน้ามีบทบาทในคณะทำงานด้านการตรวจสอบสิ่งแวดล้อมขององค์การระหว่างประเทศขององค์กรตรวจเงินแผ่นดินสูงสุด (INTOSAI Working Group on Environmental Auditing) เพื่อส่งเสริมธรรมาภิบาลด้านสิ่งแวดล้อม ความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการพัฒนาที่ยั่งยืน</p>

<p>ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสสำคัญของโลก หากทุกประเทศร่วมมือกันด้วยวิสัยทัศน์ นวัตกรรม ความเป็นหุ้นส่วน และธรรมาภิบาลที่ดี จะสามารถสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง สังคมที่มีภูมิคุ้มกัน และอนาคตที่ยั่งยืนให้แก่คนรุ่นต่อไป พร้อมยืนยันว่าประเทศไทยในฐานะประธานคณะทำงานด้านการตรวจสอบสิ่งแวดล้อมขององค์การสถาบันตรวจเงินแผ่นดินระหว่างประเทศ จะทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสีเขียวด้วยหลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใส อันจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://queensirikit.prd.go.th/th/file/get/file/202607220cd9a5d69aaac1d91645f4794c625101111044.jpg' type='image/jpg' length='145076' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“รมว.สุรศักดิ์” จับมือเสฉวน ดันท่องเที่ยวสองทางไทย–จีน ชูความปลอดภัยสร้างความเชื่อมั่น เชื่อม Soft Power กระตุ้นตลาดคุณภาพ]]></title>
<link>https://queensirikit.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/524606</link>
<guid isPermaLink="false">249e6cd7bb0e0787b31165c31d8799b1</guid>
<pubDate>Wed, 22 Jul 2026 09:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 เวลา 16.40 น. ณ ห้องรับรอง ชั้น 11 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้การต้อนรับ นายเฉิน กวางฮ่าว อธิบดีกรมวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวมณฑลเสฉวน สาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมคณะ ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทย เพื่อเข้าเยี่ยมคารวะและหารือแนวทางยกระดับความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวระหว่างประเทศไทยกับมณฑลเสฉวน มุ่งส่งเสริมการเดินทางระหว่างกัน พร้อมขยายโอกาสทางเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยวจีน</p>

<p>นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้เร่งขับเคลื่อนมาตรการตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมตั้งแต่การอำนวยความสะดวกในทุกขั้นตอนของการเดินทาง การยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย การบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการพัฒนาระบบช่วยเหลือและดูแลนักท่องเที่ยวให้สามารถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ</p>

<p>&ldquo;ประเทศไทยพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจีนและนักท่องเที่ยวจากมณฑลเสฉวน เราต้องการให้นักท่องเที่ยวทุกคนรู้สึกมั่นใจตั้งแต่เดินทางมาถึง ระหว่างท่องเที่ยว จนถึงเดินทางกลับ โดยความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างประสบการณ์ที่ดีและสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในระยะยาว&rdquo; นายสุรศักดิ์ กล่าว</p>

<p>นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือถึงการผลักดันแนวคิด &ldquo;การท่องเที่ยวสองทาง&rdquo; (Two-way Tourism) เพื่อเพิ่มการเดินทางระหว่างประเทศไทยกับมณฑลเสฉวน โดยใช้จุดแข็งด้านวัฒนธรรมและ Soft Power ของทั้งสองพื้นที่เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงตลาดการท่องเที่ยว โดยเสฉวนมีจุดขายระดับโลก ทั้งหมีแพนด้า แหล่งมรดกโลก ธรรมชาติ และวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์ ขณะที่ประเทศไทยมีศักยภาพโดดเด่นทั้งด้านอาหาร วัฒนธรรม วิถีชีวิต แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และการบริการที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ</p>

<p>ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะส่งเสริมการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวร่วมกัน รวมถึงพิจารณาการจัดกิจกรรม Roadshow และกิจกรรมส่งเสริมตลาด เพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นการเดินทางระหว่างกัน ตลอดจนเชื่อมโยงผู้ประกอบการและเครือข่ายธุรกิจท่องเที่ยวของไทยกับมณฑลเสฉวนให้เกิดความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น</p>

<p>สำหรับมณฑลเสฉวนถือเป็นหนึ่งในพื้นที่เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวสำคัญของจีน โดยมีนครเฉิงตูเป็นศูนย์กลางสำคัญของภูมิภาค ขณะที่มาตรการยกเว้นการตรวจลงตราระหว่างไทย&ndash;จีนมีส่วนช่วยเพิ่มความสะดวกในการเดินทางระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ส่งผลให้แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเสฉวน อาทิ จิ่วไจ้โกว และแหล่งท่องเที่ยวเกี่ยวกับหมีแพนด้า ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวไทย ขณะเดียวกัน ตลาดนักท่องเที่ยวจากเสฉวนยังเป็นตลาดที่มีศักยภาพสำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ด้านวัฒนธรรม อาหาร ธรรมชาติ และการพักผ่อน</p>

<p>นายสุรศักดิ์ กล่าวในช่วงท้ายว่า การยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับมณฑลเสฉวนครั้งนี้ จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขยายตลาดนักท่องเที่ยวจีน ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยตามนโยบายของรัฐบาล พร้อมต่อยอดความสัมพันธ์จากระดับประเทศสู่ความร่วมมือระดับมณฑล เชื่อมโยง Soft Power และภาคธุรกิจท่องเที่ยวให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน</p>

<p>&ldquo;เราต้องการเห็นการเดินทางระหว่างไทยกับเสฉวนเติบโตไปด้วยกัน ไม่ใช่เพียงในมิติของจำนวนนักท่องเที่ยว แต่ต้องนำไปสู่การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม การสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการและชุมชน รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตด้านการท่องเที่ยวไทย&ndash;จีนอย่างมั่นคงและยั่งยืน&rdquo; นายสุรศักดิ์ กล่าว</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://queensirikit.prd.go.th/th/file/get/file/202607225bfe5adfd46ec08ec877b3e7dc79b584090717.jpg' type='image/jpg' length='810216' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ ทบทวนแลนด์บริดจ์ ปรับแผนเร่งลงทุน “Missing Links” เชื่อมไทยสู่ฮับโลจิสติกส์อาเซียน]]></title>
<link>https://queensirikit.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/524603</link>
<guid isPermaLink="false">9d56520e588fd63094dab0c100d496db</guid>
<pubDate>Wed, 22 Jul 2026 09:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันนี้ (วันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบนโยบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทบทวนแนวทางการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์ ควบคู่กับการเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถดำเนินการได้ทันที โดยเฉพาะการเติมเต็มจุดเชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคมที่ยังขาดความสมบูรณ์ (Missing Links) ทั้งระบบรางและระบบถนน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง การค้า และการลงทุนของประเทศ</p>

<p>นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบจากการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค หากสามารถเติมเต็มโครงข่ายคมนาคมที่ยังขาดช่วง จะช่วยให้การขนส่งสินค้ารวดเร็วขึ้น ลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และดึงดูดการลงทุนได้โดยไม่จำเป็นต้องรอโครงการขนาดใหญ่แล้วเสร็จ</p>

<p>โฆษกรัฐบาลกล่าวว่า สถานการณ์ความไม่แน่นอนของเส้นทางเดินเรือโลก โดยเฉพาะจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ยิ่งตอกย้ำความสำคัญของการมีเครือข่ายคมนาคมที่เชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ ทั้งทางถนน ทางราง ทางทะเล และทางอากาศ เพื่อสร้างความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานในระยะยาว</p>

<p>หนึ่งในแนวทางสำคัญที่รัฐบาลผลักดัน คือการเติมเต็ม Missing Links ตามแนวระเบียงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (North&ndash;South Economic Corridor) ซึ่งเชื่อมจีน สปป.ลาว ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ &nbsp; ทั้งนี้ ในการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีกับนายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างการเยือนจีนอย่างเป็นทางการที่ผ่านมา &nbsp;นายกฯก็ได้กล่าวถึงความตั้งใจของรัฐบาลที่จะเร่งผลักดันการเชื่อมโยงทางรถไฟจากอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ไปยังเมืองนาเตยของ สปป.ลาว และต่อเนื่องถึงเมืองโม่ฮันของจีน &nbsp; เพื่อให้โครงข่ายรถไฟของภูมิภาคเชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์ เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าและเสริมศักยภาพการค้าระหว่างประเทศ</p>

<p>สำหรับระยะเร่งด่วน รัฐบาลจะเร่งพัฒนาท่าเรือจังหวัดระนอง พร้อมเชื่อมโยงกับจังหวัดชุมพรผ่านระบบรางและระบบถนน เพื่อเพิ่มทางเลือกในการขนส่งสินค้าระหว่างมหาสมุทรอินเดียและอ่าวไทย โดยจะพิจารณาความคุ้มค่า รูปแบบการลงทุน และผลตอบแทนทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้าน ก่อนกำหนดแนวทางดำเนินการในขั้นต่อไป</p>

<p>&ldquo;รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลงทุนที่ทำได้จริง เห็นผลเร็ว และสร้างประโยชน์ต่อประชาชนและภาคธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม การเติมเต็มโครงข่ายคมนาคมที่ยังขาดช่วง จะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มโอกาสทางการค้า การลงทุน และยกระดับบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการเชื่อมโยงของภูมิภาค ควบคู่กับการศึกษาการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดต่อประเทศ&rdquo; นางสาวรัชดากล่าว</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://queensirikit.prd.go.th/th/file/get/file/20260722d43a8f3594fc1ebee695ca7206874599090603.jpeg' type='image/jpg' length='1340456' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[โอกาสมาแล้ว! รัฐบาลชวนแรงงานไทยสมัครงานสิงคโปร์ 220 อัตรา เงินเดือนสูงสุดกว่า 44,000 บาท สมัครฟรีถึง 31 ก.ค. นี้]]></title>
<link>https://queensirikit.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/524602</link>
<guid isPermaLink="false">87b10cd1fcd83eeb1167189c2c547272</guid>
<pubDate>Wed, 22 Jul 2026 09:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันนี้ (22 กรกฎาคม 2569) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าสร้างโอกาสให้แรงงานไทยมีงานทำและมีรายได้ที่มั่นคงในต่างประเทศ โดยกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เปิดรับสมัครแรงงานไทยไปทำงานในประเทศสิงคโปร์กับนายจ้างชั้นนำ 4 บริษัท รวม 5 ตำแหน่ง จำนวน 220 อัตรา เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้ถึง 31 กรกฎาคม 2569 ผ่านเว็บไซต์ toea.doe.go.th ตลอด 24 ชั่วโมง</p>

<p>รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การรับสมัครครั้งนี้เป็นการจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยผู้ที่ผ่านการคัดเลือก ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการสมัครหรือค่าดำเนินการใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าบริการจัดหางาน ค่าวีซ่า ค่าใบอนุญาตทำงาน ค่าตรวจสุขภาพ หรือค่าบัตรโดยสารเครื่องบิน เนื่องจากนายจ้างเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมดตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด</p>

<p>สำหรับตำแหน่งที่เปิดรับ ได้แก่ ช่างเทคนิคฝ่ายผลิต ผู้ช่วยวิศวกร พนักงานฝ่ายผลิต ช่างเทคนิค และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค โดยมีเงินเดือนตั้งแต่ประมาณ 24,142&ndash;44,472 บาท ตามตำแหน่งและบริษัทที่เข้าทำงาน</p>

<p>ทั้งนี้ ผู้สมัครทุกตำแหน่งต้องมีอายุ 20&ndash;45 ปี สำเร็จการศึกษาระดับ ปวช. หรือ ม.6 ขึ้นไป สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ ไม่มีประวัติอาชญากรรม และมีคุณสมบัติตามที่นายจ้างกำหนดในแต่ละตำแหน่ง</p>

<p>&ldquo;รัฐบาลขอเชิญชวนผู้ที่มีคุณสมบัติและสนใจใช้โอกาสนี้ในการพัฒนาทักษะและสร้างรายได้จากการทำงานในต่างประเทศ พร้อมย้ำว่า การสมัครไม่มีค่าใช้จ่าย ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อบุคคลหรือกลุ่มที่แอบอ้างว่าสามารถเรียกรับเงินเพื่อช่วยจัดส่งไปทำงานได้&rdquo; ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว</p>

<p>ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ doe.go.th/overseas หรือ เพจเฟซบุ๊ก: แรงงานไทยไปต่างประเทศโดยรัฐจัดส่ง และสอบถามข้อมูลได้ที่สำนักงานจัดหางานทุกจังหวัด หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน 1506 กด 2</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://queensirikit.prd.go.th/th/file/get/file/202607223a64eafc697b1742d79b48810ba7e8ab090445.jpeg' type='image/jpg' length='94182' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลเผยผลสำเร็จ “ไทยช่วยไทย พลัส” ช่วยประชาชนกว่า 39 ล้านคน เงินหมุนเวียนกว่า 7.8 หมื่นล้านบาท กระจายรายได้สู่ร้านค้ากว่า 1.09 ล้านราย]]></title>
<link>https://queensirikit.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/524600</link>
<guid isPermaLink="false">ef950f9cef6ddc3c5a7ad6394e551c3a</guid>
<pubDate>Wed, 22 Jul 2026 09:03:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วันนี้ (22 กรกฎาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการดำเนินโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส&rdquo; ซึ่งดำเนินการภายใต้กรอบวงเงินกว่า 175,000 ล้านบาท ระยะเวลา 4 เดือน เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนจากสถานการณ์ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยผลการดำเนินงานทั้ง 3 โครงการย่อย สามารถช่วยเหลือประชาชนรวมกว่า 39 ล้านคน และทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง</p>

<p>รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการย่อยที่ 1 และ 2 เป็นการช่วยเหลือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 13.18 ล้านคน โดยเพิ่มวงเงินสวัสดิการ 700 บาท ทำให้ได้รับความช่วยเหลือรวม 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นเวลา 4 เดือน ครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ได้แก่ ค่าอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค ค่าเดินทาง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าก๊าซหุงต้ม และเงินเพิ่มเบี้ยความพิการ โดยในช่วงวันที่ 1&ndash;30 มิถุนายน 2569 มีการจัดสรรวงเงินรวม 13,581.13 ล้านบาท และมีการใช้จ่ายผ่านร้านธงฟ้าในชุมชนเป็นหลัก มียอดซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคกว่า 12,925.72 ล้านบาท</p>

<p>สำหรับโครงการย่อยที่ 3 &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)&rdquo; ข้อมูล ณ วันที่ 19 กรกฎาคม 2569 เวลา 23.00 น. มีประชาชนได้รับสิทธิแล้ว 26.04 ล้านคน เกิดยอดใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 78,142 ล้านบาท โดยเป็นเงินที่ประชาชนร่วมจ่าย 33,176 ล้านบาท หรือร้อยละ 42 และเงินที่ภาครัฐร่วมจ่าย 44,966 ล้านบาท หรือร้อยละ 58 ขณะเดียวกันมีร้านค้าลงทะเบียนสำเร็จและพร้อมให้บริการแล้ว 1,092,158 ร้านค้า ซึ่งกว่าร้อยละ 99 เป็นร้านค้ารายย่อยของบุคคลธรรมดา โดยร้านอาหารและเครื่องดื่ม ร้านค้าทั่วไป และร้านธงฟ้า เป็นกลุ่มที่เข้าร่วมมากที่สุด</p>

<p>นางสาวลลิดา กล่าวว่า เม็ดเงินจากโครงการกระจายสู่ทุกภูมิภาคของประเทศ โดยเมืองหลัก 22 จังหวัดมีสัดส่วนการใช้จ่ายร้อยละ 63 นำโดยกรุงเทพมหานคร ชลบุรี สมุทรปราการ ปทุมธานี และนนทบุรี ขณะที่เมืองรอง 55 จังหวัดมีสัดส่วนร้อยละ 37 นำโดยนครศรีธรรมราช อุบลราชธานี อุดรธานี ราชบุรี และเชียงราย สะท้อนว่าเม็ดเงินจากโครงการไม่ได้กระจุกตัวอยู่เฉพาะเมืองใหญ่ แต่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระดับพื้นที่ได้อย่างทั่วถึง</p>

<p>ด้านพฤติกรรมการใช้จ่าย พบว่าประชาชนใช้สิทธิสูงสุดในช่วงสัปดาห์แรกของเดือน โดยมีผู้ใช้สิทธิมากกว่า 12 ล้านคนต่อวัน คิดเป็นประมาณ 20 ล้านรายการต่อวัน และมียอดใช้จ่ายเฉลี่ย 2,200&ndash;2,800 ล้านบาทต่อวัน ก่อนปรับลดลงเหลือประมาณ 500&ndash;2,000 ล้านบาทต่อวันหลังผ่าน 7 วันแรก ทั้งนี้ การใช้จ่ายจะคึกคักเป็นพิเศษในช่วงวันเสาร์และวันอาทิตย์ และในเดือนแรกของโครงการ มีผู้ใช้สิทธิร้อยละ 94 ใช้วงเงินรัฐร่วมจ่ายเกิน 800 บาท และร้อยละ 48 ใช้สิทธิครบ 1,000 บาท</p>

<p>รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลยังส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับศักยภาพร้านค้ารายย่อย ผ่าน &ldquo;นกกระซิบ คู่คิดร้านค้า&rdquo; ผู้ช่วย AI ในแอปพลิเคชันถุงเงิน ที่สามารถสรุปและวิเคราะห์ยอดขาย แสดงช่วงเวลาที่ขายดีที่สุด ตรวจสอบราคากลางวัตถุดิบ และจัดทำรายงานการขายเพื่อใช้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้ในอนาคต โดยข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 มีร้านค้าใช้งานแชตบอตแล้วกว่า 640,000 ราย และใช้ฟีเจอร์วิเคราะห์ยอดขาย (Sales Insight) แล้วกว่า 440,000 ราย</p>

<p>&ldquo;ผลการดำเนินโครงการ &lsquo;ไทยช่วยไทย พลัส&rsquo; สะท้อนว่า มาตรการของรัฐบาลสามารถช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนให้ร้านค้ารายย่อยและเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ พร้อมทั้งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้พัฒนาธุรกิจ ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว รัฐบาลจะเดินหน้าดูแลเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างต่อเนื่อง&rdquo; นางสาวลลิดา กล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://queensirikit.prd.go.th/th/file/get/file/20260722a2156dd573f561f2c2a6f39914e6b881090349.jpeg' type='image/jpg' length='97136' />
</item>
</channel>
</rss>
