<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[บทความ]]></title>
<link>https://queensirikit.prd.go.th/th/content/category/index/id/31</link>
<atom:link href="https://queensirikit.prd.go.th/th/content/category/index/id/31" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[The Green Supply Chain Hub: พลิกไทยสู่ฐานผลิตอัจฉริยะ ดึงดูดทุนโลกยุค De-Risking]]></title>
<link>https://queensirikit.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/513178</link>
<guid isPermaLink="false">ab66766145f0ff71a11b5d691dc9c460</guid>
<pubDate>Tue, 23 Jun 2026 09:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<h1 data-path-to-node="2">The Green Supply Chain Hub: พลิกไทยสู่ฐานผลิตอัจฉริยะ ดึงดูดทุนโลกยุค De-Risking</h1>

<p data-path-to-node="3">เมื่อบริบทการค้าและการลงทุนโลกไม่ได้หมุนรอบ &ldquo;ต้นทุนที่ถูกที่สุด&rdquo; อีกต่อไป แต่หมุนรอบ &ldquo;ความปลอดภัยและความยั่งยืนที่สุด&rdquo; ประเทศไทยกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก ท่ามกลางบรรยากาศปลายปีในเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่บริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติต่างสรุปแผนยุทธศาสตร์และปักหมุดเม็ดเงินลงทุนสำหรับปีถัดไป เมกะเทรนด์ที่มาแรงและปฏิเสธไม่ได้คือ <b data-index-in-node="354" data-path-to-node="3">&quot;De-Risking&quot;</b> หรือการกระจายความเสี่ยงออกจากขั้วอำนาจเดิม ควบคู่ไปกับเงื่อนไข <b data-index-in-node="430" data-path-to-node="3">&quot;Green Supply Chain&quot;</b> ที่บีบให้ภาคอุตสาหกรรมต้องมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ยุทธศาสตร์ของประเทศไทยจึงไม่ใช่แค่การเป็นโรงงานรับจ้างผลิตเหมือนอดีต แต่คือการพลิกโฉมสู่การเป็น &ldquo;ฐานผลิตอัจฉริยะที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ&rdquo; เพื่อเป็นแม่เหล็กดึงดูดทุนโลก</p>

<h3 data-path-to-node="4">1. โลกยุค De-Risking: ทำไมสปอตไลต์จึงส่องมาที่ประเทศไทย?</h3>

<p data-path-to-node="5">สงครามการค้าและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ ทำให้ห่วงโซ่อุปทานแบบดั้งเดิมสุ่มเสี่ยงต่อการหยุดชะงัก บริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกจึงเปลี่ยนกลยุทธ์จาก &quot;Just-in-Time&quot; (เน้นประหยัดต้นทุน) มาเป็น &quot;Just-in-Case&quot; (เน้นความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน)</p>

<p data-path-to-node="6">ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมายอันดับต้น ๆ ในภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ นโยบายต่างประเทศที่เป็นกลาง และโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ <b data-index-in-node="220" data-path-to-node="6">&quot;การย้ายฐานการผลิต (Supply Chain Relocation)&quot;</b> ครั้งใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงและต้นน้ำที่ไทยเริ่มเข้าไปมีบทบาทมากขึ้นในห่วงโซ่อุปทานโลก แทนที่จะเป็นเพียงผู้ประกอบชิ้นส่วนปลายน้ำเหมือนในอดีต</p>

<h3 data-path-to-node="7">2. สองเสาหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่: EV และโครงสร้างพื้นฐาน AI</h3>

<p data-path-to-node="8">ความน่าสนใจของการดึงดูดเม็ดเงินลงทุน (FDI) ของไทยในปัจจุบัน ขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) 2 กลุ่มหลัก ได้แก่:</p>

<ul data-path-to-node="9">
	<li>
	<p data-path-to-node="9,0,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="9,0,0">ยานยนต์ไฟฟ้า (EV Hub):</b> ยุทธศาสตร์ &quot;30@30&quot; ของรัฐบาลไทยที่ตั้งเป้าผลิตรถยนต์ไร้มลพิษให้ได้อย่างน้อย 30% ของการผลิตทั้งหมด ดึงดูดค่ายรถยนต์ระดับโลก (โดยเฉพาะจากประเทศจีน เช่น BYD) ให้เข้ามาตั้งฐานการผลิตพวงมาลัยขวานอกประเทศเป็นครั้งแรกในไทย ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้มาแค่โรงงานประกอบ แต่เป็นการดึงห่วงโซ่อุปทานขั้นสูง เช่น การผลิตแบตเตอรี่ เซลส์แบตเตอรี่ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์เข้ามาด้วย</p>
	</li>
	<li>
	<p data-path-to-node="9,1,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="9,1,0">โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและ AI (Data Center &amp; Cloud):</b> ไทยกำลังเนื้อหอมอย่างสุดขีดจากการเป็นเป้าหมายของ Big Tech ระดับโลก เช่น Microsoft, Google และ AWS ที่ประกาศแผนลงทุนมูลค่ามหาศาลในการสร้าง Data Center และโครงสร้างพื้นฐาน Cloud ในไทย การเข้ามาของทุนกลุ่มนี้ไม่ได้มองแค่เรื่องทำเล แต่พวกเขามีเงื่อนไขเหล็กว่า <b data-index-in-node="309" data-path-to-node="9,1,0">&quot;ต้องใช้พลังงานสะอาด 100% ในการรันระบบ AI&quot;</b></p>
	</li>
</ul>

<h3 data-path-to-node="10">3. พลังงานสะอาด (Green Energy) คือข้อต่อรองใหม่ในการดึงดูดทุน</h3>

<p data-path-to-node="11">ในอดีต การดึงดูด FDI อาจใช้เพียงมาตรการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) แต่ในปัจจุบัน &quot;พลังงานสีเขียว&quot; กลายเป็นปัจจัยชี้ขาด บริษัทระดับโลกมีพันธกิจ Net Zero ที่ต้องรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น หากประเทศใดไม่มีพลังงานสะอาดป้อนให้โรงงานหรือ Data Center พวกเขาจะพร้อมย้ายไปประเทศอื่นทันที</p>

<p data-path-to-node="12">ประเทศไทยจึงเร่งขับเคลื่อนนโยบายเพื่อตอบโจทย์นี้ เช่น:</p>

<ul data-path-to-node="13">
	<li>
	<p data-path-to-node="13,0,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="13,0,0">การพัฒนากลไก Direct PPA (Direct Power Purchase Agreement):</b> เปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนต่างชาติสามารถซื้อพลังงานหมุนเวียน (เช่น โซลาร์เซลล์ หรือพลังงานลม) จากผู้ผลิตภาคเอกชนได้โดยตรงผ่านโครงข่ายสายส่งของการไฟฟ้า</p>
	</li>
	<li>
	<p data-path-to-node="13,1,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="13,1,0">Utility Green Tariff (UGT):</b> อัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียวที่สามารถตรวจสอบและออกใบรับรองแหล่งที่มาของพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificates: RECs) ซึ่งตอบโจทย์มาตรฐานสากลอย่างตรงจุด</p>
	</li>
</ul>

<h3 data-path-to-node="14">4. โอกาสและความท้าทายของ SMEs ไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก</h3>

<p data-path-to-node="15">การหลั่งไหลเข้ามาของทุนต่างชาติสร้างทั้ง &quot;โอกาส&quot; และ &quot;แรงกดดัน&quot; ให้กับผู้ประกอบการท้องถิ่น (SMEs)</p>

<ul data-path-to-node="16">
	<li>
	<p data-path-to-node="16,0,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="16,0,0">โอกาส:</b> คือการยกระดับตัวเองเข้าไปเป็นคู่ค้า (Suppliers) ในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก โดยเฉพาะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนเครื่องจักรกล หรือบริการบำรุงรักษาอัจฉริยะ</p>
	</li>
	<li>
	<p data-path-to-node="16,1,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="16,1,0">ความท้าทาย:</b> หาก SMEs ไทยไม่ปรับตัวตามมาตรฐาน ESG (Environmental, Social, and Governance) และไม่นำเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติ (Automation) หรือ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ก็มีปฏิเสธไม่ได้ว่าจะถูกทดแทนด้วยซัพพลายเออร์ต่างชาติที่ย้ายตามทุนใหญ่เข้ามา</p>
	</li>
</ul>

<h3 data-path-to-node="18">บทสรุป (Conclusion)</h3>

<p data-path-to-node="19">เดือนธันวาคมเปรียบเสมือนช่วงเวลาแห่งการเตรียมตัวข้ามผ่านไปสู่ศักราชใหม่ ยุทธศาสตร์ <b data-index-in-node="83" data-path-to-node="19">&quot;The Green Supply Chain Hub&quot;</b> ของประเทศไทย ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นทางรอดเดียวในการรักษาขีดความสามารถการแข่งขัน ท่ามกลางกระแส De-Risking ของโลก ความสำเร็จของไทยต่อจากนี้ ไม่ได้วัดกันที่จำนวนเม็ดเงินลงทุนที่อนุมัติเพียงอย่างเดียว แต่วัดที่ <b data-index-in-node="327" data-path-to-node="19">&quot;ความเร็ว&quot;</b> ในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานสะอาด โครงสร้างพื้นฐานทางกฎหมายดิจิทัลที่รัดกุม และการพัฒนาทักษะแรงงานไทยให้เท่าทันเทคโนโลยีอัจฉริยะ หากไทยทำได้สำเร็จ ประตูบานนี้จะเปิดรับเม็ดเงินลงทุนที่มั่นคงและยั่งยืนไปอีกหลายทศวรรษ</p>

<p data-path-to-node="19" style="text-align: center;"><span style="font-size:28px;"><strong>&ldquo;เศรษฐกิจไทยปี 2569: มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ก้าวทันโลก พร้อมทุกภาคส่วนเติบโตไปด้วยกัน&rdquo;</strong></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://queensirikit.prd.go.th/th/file/get/file/20260617edb4eb5e5707fcaf0f9f9c79a7f23185094734.png' type='image/png' length='603521' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ฉลองเทศกาลแบบ Circular Economy: ไอเดียลดขยะและปรับโมเดล BCG รับความสุขปลายปีอย่างยั่งยืน]]></title>
<link>https://queensirikit.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/513173</link>
<guid isPermaLink="false">f52a4405ea005ecb1b11f50d25da36f2</guid>
<pubDate>Mon, 22 Jun 2026 09:33:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<h1 data-path-to-node="2">ฉลองเทศกาลแบบ Circular Economy: ไอเดียลดขยะและปรับโมเดล BCG รับความสุขปลายปีอย่างยั่งยืน</h1>

<p data-path-to-node="3">เมื่อเข็มนาฬิกาเดินทางเข้าสู่เดือนธันวาคม บรรยากาศรอบตัวเราจะอบอวลไปด้วยแสงไฟ เสียงดนตรี และการเตรียมตัวต้อนรับเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ เดือนนี้คือช่วงเวลาแห่งความสุข การมอบของขวัญ และการปาร์ตี้สังสรรค์ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ แต่ในอีกมุมหนึ่งที่หลายคนอาจมองข้าม เทศกาลแห่งความสุขนี้กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่ <b data-index-in-node="309" data-path-to-node="3">&quot;โลกต้องแบกรับภาระหนักที่สุดในรอบปี&quot;</b> จากปริมาณขยะและก๊าซเรือนกระจกที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล</p>

<p data-path-to-node="4">ในยุคที่ประเทศไทยกำลังมุ่งสู่การเป็นประเทศคาร์บอนต่ำและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2050 แนวคิด <b data-index-in-node="133" data-path-to-node="4">BCG Model (Bio-Circular-Green Economy)</b> จึงไม่ใช่เรื่องของนโยบายบนหิ้งอีกต่อไป แต่เป็น &quot;คัมภีร์ขับเคลื่อนความสุขรูปแบบใหม่&quot; ที่จะช่วยให้พวกเรา ทั้งในฐานะผู้บริโภคและผู้ประกอบการ สามารถฉลองเทศกาลปลายปีได้อย่างเต็มคราบ โดยไม่ทิ้งบาดแผลไว้ให้กับสิ่งแวดล้อม</p>

<h3 data-path-to-node="6">1. Bio-Economy: เปลี่ยน &#39;กระเช้าและของขวัญ&#39; ให้มาจากฐานชีวภาพ</h3>

<p data-path-to-node="7">กระเช้าของขวัญตามห้างสรรพสินค้ามักถูกวิจารณ์ว่าเป็นสัญลักษณ์ของพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single-use Plastics) ทั้งพลาสติกหุ้ม ริบบิ้น และโครงตะกร้าเคลือบสารเคมี การนำเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio-Economy) มาปรับใช้ในช่วงเทศกาล สามารถเริ่มต้นได้จากการเปลี่ยนรูปแบบของขวัญ:</p>

<ul data-path-to-node="8">
	<li>
	<p data-path-to-node="8,0,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="8,0,0">เลือกบรรจุภัณฑ์ชีวภาพ (Bio-Packaging):</b> ปัจจุบันกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (ดีพร้อม) ได้ผลักดันนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกที่ผลิตจากพลาสติกชีวภาพ (Bioplastic) ที่ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ หรือภาชนะจากมันสำปะหลัง ชานอ้อย และข้าวโพด มาทดแทนกล่องพลาสติกใสราคาถูก</p>
	</li>
	<li>
	<p data-path-to-node="8,1,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="8,1,0">กระเช้าเกษตรอินทรีย์ยกระดับ:</b> ปรับเปลี่ยนของภายในกระเช้าจากอาหารสำเร็จรูปโซเดียมสูง มาเป็นผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ (Organic) หรือสินค้าสมุนไพรแปรรูปขั้นสูงที่ผ่านระบบ Smart Farming ของเกษตรกรไทย ซึ่งนอกจากจะดีต่อสุขภาพผู้รับแล้ว ยังเป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชนโดยตรง</p>
	</li>
</ul>

<h3 data-path-to-node="10">2. Circular Economy: การจัดการ &#39;Food Waste&#39; และบรรจุภัณฑ์หมุนเวียนในงานปาร์ตี้</h3>

<p data-path-to-node="11">เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เน้นการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุดและลดของเสียให้เหลือศูนย์ (Zero Waste) ซึ่งสอดคล้องกับจุดวิกฤตที่สุดของเทศกาลปลายปีใน 2 เรื่องหลัก:</p>

<p data-path-to-node="12"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="12">ก. วิกฤตขยะอาหาร (Food Waste Management)</b> จากข้อมูลสถานการณ์ขยะอาหารของไทย พบว่าคนไทยสร้างขยะอาหารเฉลี่ยสูงถึง 86 กิโลกรัมต่อคนต่อปี และในช่วงเดือนธันวาคมที่มีงานเลี้ยงบุฟเฟ่ต์และปาร์ตี้ ปริมาณขยะเศษอาหารจะพุ่งสูงขึ้นเป็นเท่าตัว แนวทางแก้ไขตามหลัก Circular Economy ได้แก่:</p>

<ul data-path-to-node="13">
	<li>
	<p data-path-to-node="13,0,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="13,0,0">การคำนวณสัดส่วนอาหารอย่างแม่นยำ (Pre-cycling):</b> ผู้จัดงานเลี้ยงหรือร้านอาหารต้องใช้เทคโนโลยีและระบบจองล่วงหน้าเพื่อคำนวณปริมาณวัตถุดิบให้พอดีกับจำนวนแขก</p>
	</li>
	<li>
	<p data-path-to-node="13,1,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="13,1,0">การจัดการอาหารส่วนเกิน (Surplus Food):</b> นำอาหารที่ยังไม่ถูกตักกินแต่เหลือจากการจัดเลี้ยง ส่งต่อไปยังมูลนิธิหรือกลุ่มเปราะบางผ่านธนาคารอาหาร (Food Bank)</p>
	</li>
	<li>
	<p data-path-to-node="13,2,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="13,2,0">การแปรรูปเศษอาหารปลายทาง:</b> เศษอาหารที่เหลือจากการรับประทาน จะไม่ถูกส่งไปฝังกลบเพื่อปล่อยก๊าซมีเทน แต่จะถูกแยกและส่งเข้าเครื่องย่อยเศษอาหารเพื่อเปลี่ยนเป็นปุ๋ยอินทรีย์ นำกลับไปบำรุงต้นไม้และแปลงเกษตรในชุมชนหมุนเวียนกลับมาเป็นอาหารให้เราอีกครั้ง</p>
	</li>
</ul>

<p data-path-to-node="14"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="14">ข. การปรับเปลี่ยนการห่อของขวัญ (Eco-Wrapping)</b> กระดาษห่อของขวัญที่เคลือบฟอยล์มันวาวหรือพลาสติก ถือเป็นฝันร้ายของโรงงานรีไซเคิลเพราะไม่สามารถแยกชั้นได้ เทรนด์ปีใหม่ยุคนี้จึงเปลี่ยนมาใช้ <b data-index-in-node="184" data-path-to-node="14">&quot;ผ้าทอชุมชน&quot;</b> หรือ <b data-index-in-node="202" data-path-to-node="14">&quot;ผ้าขาวม้าไทย&quot;</b> มาห่อของขวัญตามเทคนิคฟุโรชิกิ (Furoshiki) ของญี่ปุ่น วิธีนี้นอกจากจะเพิ่มมูลค่าและความหรูหราสไตล์พรีเมียมแล้ว ผู้รับยังสามารถนำผ้าผืนนั้นไปใช้งานต่อได้จริง 100% ตรงตามหลักการหมุนเวียนใช้อย่างคุ้มค่า</p>

<h3 data-path-to-node="16">3. Green Economy: เลือกช็อปปิ้งและท่องเที่ยวแบบ &#39;Low Carbon&#39;</h3>

<p data-path-to-node="17">เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) มุ่งสร้างความสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและระบบนิเวศ ในเดือนธันวาคมที่ผู้คนเดินทางท่องเที่ยวและออกไปจับจ่ายใช้สอยอย่างหนาแน่น เราสามารถสร้าง &quot;พอร์ตความสุขสีเขียว&quot; ได้ดังนี้:</p>

<ul data-path-to-node="18">
	<li>
	<p data-path-to-node="18,0,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="18,0,0">เลือกผู้ประกอบการที่เป็นมิตรต่อโลก:</b> สนับสนุนร้านอาหาร โรงแรม หรือห้างสรรพสินค้าที่ได้รับสัญลักษณ์ตราประหยัดพลังงาน หรือธุรกิจที่ติดตั้งพลังงานสะอาดอย่างระบบ Solar Rooftop เพื่อลดรอยเท้าคาร์บอน (Carbon Footprint) ในห่วงโซ่บริการ</p>
	</li>
	<li>
	<p data-path-to-node="18,1,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="18,1,0">ของขวัญแห่งอนาคต &quot;Carbon Offset&quot;:</b> เทรนด์ใหม่ของคนรุ่นใหม่และองค์กรธุรกิจ คือการไม่มอบสิ่งของที่กลายเป็นขยะในอนาคต แต่เปลี่ยนเป็นการมอบ &quot;ต้นไม้&quot; หรือ &quot;ใบรับรองการชดเชยคาร์บอน (Carbon Credits)&quot; ผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อส่งต่อสิทธิ์ในการช่วยลดก๊าซเรือนกระจกให้เป็นของขวัญปีใหม่ที่มีค่าต่อโลกอย่างแท้จริง</p>
	</li>
</ul>

<h3 data-path-to-node="20">💡 บทสรุป (Conclusion)</h3>

<p data-path-to-node="21">การเฉลิมฉลองเทศกาลปลายปีในเดือนธันวาคม ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการตักตวงความสุขและทิ้งกองขยะไว้เบื้องหลังเสมอไป แนวคิด <b data-index-in-node="115" data-path-to-node="21">BCG และ Circular Economy</b> ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมสามารถผสมผสานเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ทางธุรกิจและวิถีชีวิตอันสนุกสนานได้อย่างลงตัว</p>

<p data-path-to-node="22">การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ตั้งแต่การเลือกบรรจุภัณฑ์ชีวภาพ การลดขยะอาหารในงานปาร์ตี้ ไปจนถึงการอุดหนุนธุรกิจสีเขียว ไม่เพียงแต่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยให้ขยับเข้าใกล้เป้าหมาย Net Zero ได้เร็วขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการเริ่มต้นปีใหม่ด้วย &quot;ความสุขที่ยั่งยืน&quot; (Guilt-free Celebration) สุขทั้งผู้ให้ ถูกใจผู้รับ และโลกใบนี้ก็ยิ้มได้ไปพร้อมๆ กับเรา</p>

<p data-path-to-node="22">&nbsp;</p>

<p data-path-to-node="22" style="text-align: center;"><span style="font-size:28px;"><strong>&ldquo;เศรษฐกิจไทยปี 2569: มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ก้าวทันโลก พร้อมทุกภาคส่วนเติบโตไปด้วยกัน&rdquo;</strong></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://queensirikit.prd.go.th/th/file/get/file/2026061759c14851de6cd1abd11bfa8d7041d181094019.png' type='image/png' length='613579' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ประเพณีชักพระ / ลากพระ (Chak Phra Festival) พลังศรัทธาสามัคคี สายธารและวิถีบกแห่งลุ่มน้ำใต้]]></title>
<link>https://queensirikit.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/510255</link>
<guid isPermaLink="false">6f2d58a9257fac6160b17702f891660b</guid>
<pubDate>Sun, 21 Jun 2026 11:28:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p data-path-to-node="1"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="1">ช่วงเวลาจัดงาน:</b> วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 (หลังวันออกพรรษา 1 วัน)</p>

<p data-path-to-node="2"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="2">&ldquo;ประเพณีชักพระ&rdquo;</b> หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า <b data-index-in-node="44" data-path-to-node="2">&quot;ประเพณีลากพระ&quot;</b> เป็นประเพณีอันยิ่งใหญ่และงดงามที่จำลองวิถีชีวิต ความผูกพันกับสายน้ำ และความศรัทธาในบวรพระพุทธศาสนาของพี่น้องชาวภาคใต้ โดยเฉพาะในจังหวัดสุราษฎร์ธานี พัทลุง นครศรีธรรมราช และสงขลา ประเพณีนี้จัดขึ้นเพื่อต้อนรับพระพุทธองค์ในโอกาสที่เสด็จกลับจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ลงสู่โลกมนุษย์ ซึ่งเกิดขึ้นในวันรุ่งขึ้นหลังวันออกพรรษาของทุกปี</p>

<h3 data-path-to-node="4">รากเหง้าและคติความเชื่อ</h3>

<p data-path-to-node="5">คติความเชื่อของประเพณีชักพระสืบเนื่องมาจากพุทธประวัติเช่นเดียวกับประเพณีตักบาตรเทโวของภาคกลาง เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากสวรรค์หลังจากโปรดพระพุทธมารดา ประชาชนจำนวนมากที่เฝ้ารอรับเสด็จด้วยความปิติยินดี ได้พร้อมใจกันอัญเชิญพระพุทธองค์ขึ้นประดิษฐานบนบุษบกที่ตกแต่งอย่างสง่างาม แล้วร่วมกันลากแห่ไปยังที่ประทับ</p>

<p data-path-to-node="6">ชาวใต้จึงได้สืบทอดเหตุการณ์ดังกล่าวมาเป็นประเพณี โดยอัญเชิญ <b data-index-in-node="60" data-path-to-node="6">&quot;พระลาก&quot;</b> (พระพุทธรูปปางห้ามสมุทรหรือปางอุ้มบาตรซึ่งเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำวัด) ขึ้นประดิษฐานบนบุษบกเหนือยานพาหนะ แล้วช่วยกันลากแห่ไปรอบเมืองเพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้ร่วมทำบุญตักบาตรและกราบไหว้บูชาเพื่อความเป็นสิริมงคล</p>

<h3 data-path-to-node="8">อัตลักษณ์แห่งภูมิปัญญา: &quot;นมพระ&quot; และสองวิถีแห่งการลากพระ</h3>

<p data-path-to-node="9">หัวใจหลักของงานคือยานพาหนะที่ใช้ประดิษฐานพระพุทธรูป ซึ่งชาวใต้เรียกว่า <b data-index-in-node="71" data-path-to-node="9">&quot;นมพระ&quot;</b> หรือ <b data-index-in-node="84" data-path-to-node="9">&quot;พนมพระ&quot;</b> ตกแต่งสลักเสลาด้วยลวดลายไทยอย่างวิจิตรบรรจง เช่น ลายกนก ลายกระจัง และมักทำส่วนหน้าเป็นรูปพญานาคพ่นน้ำอย่างน่าเกรงขาม ประเพณีชักพระถูกแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบตามสภาพภูมิประเทศของแต่ละชุมชน:</p>

<h4 data-path-to-node="10">1. การลากพระบก</h4>

<p data-path-to-node="11">นิยมจัดในชุมชนที่อยู่บนที่ราบ ตัว &quot;นมพระ&quot; จะถูกสร้างอยู่บนร้านไม้ไผ่ที่ติดล้อหรือเลื่อนไม้ขนาดยักษ์ มีการผูกสายเชือกยาวสองเส้นไว้ด้านหน้า เพื่อให้ประชาชนนับร้อยนับพันคนทั้งชาย หญิง และเด็ก ร่วมแรงร่วมใจกันออกแรงดึงลากขบวนพนมพระไปตามท้องถนนอย่างช้าๆ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องและเสียงกลองโพนที่รัวจังหวะเร้าใจ</p>

<h4 data-path-to-node="12">2. การลากพระน้ำ</h4>

<p data-path-to-node="13">นิยมจัดในชุมชนริมน้ำ ลำคลอง หรือชายฝั่งทะเล (โดดเด่นมากริมแม่น้ำตาปี จังหวัดสุราษฎร์ธานี) โดยจะนำ &quot;นมพระ&quot; ประดิษฐานบนเรือลำใหญ่ หรือนำเรือพายหลายๆ ลำมาผูกขนานกันเป็นแพขนานยนต์ ตกแต่งอย่างอลังการกลางสายน้ำ แล้วใช้เรือพายลำอื่นๆ ดึงลากจูงเรือพระให้ล่องไปตามลำน้ำ เกิดเป็นภาพสะท้อนฝีมือช่างศิลป์และวิถีชีวิตชาวน้ำที่สวยงามตระการตา</p>

<h3 data-path-to-node="15">กิจกรรมรื่นเริงและขนมสัญลักษณ์</h3>

<p data-path-to-node="16">บรรยากาศตลอดงานชักพระจะเต็มไปด้วยความสนุกสนานและเสียงดนตรีพื้นบ้าน มีกิจกรรมที่เป็นสีสันดึงดูดใจผู้คนมากมาย:</p>

<ul data-path-to-node="17">
	<li>
	<p data-path-to-node="17,0,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="17,0,0">การแทงต้ม (ทำขนมต้ม):</b> ก่อนวันงาน ชาวบ้านจะมารวมตัวกันทำ <b data-index-in-node="56" data-path-to-node="17,0,0">&quot;ขนมต้ม&quot;</b> หรือ &quot;ต้ม&quot; (ข้าวเหนียวผัดน้ำกะทิห่อด้วยใบกะพ้อเป็นรูปทรงสามเหลี่ยมแล้วนำไปต้มจนสุก) เพื่อนำมาใช้ใส่บาตรพระลาก แขวนประดับรอบพนมพระ และแบ่งปันกันกินในหมู่ญาติมิตร</p>
	</li>
	<li>
	<p data-path-to-node="17,1,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="17,1,0">การแข่งเรือยาวและการตีกลองโพน:</b> ในการลากพระน้ำมักมีการแข่งขันเรือยาวเพื่อความสนุกสนาน ส่วนการลากพระบกจะมีการแข่งขันประชันเสียง &quot;กลองโพน&quot; (กลองทัดขนาดใหญ่ของภาคใต้) ชุมชนใดที่ตีกลองได้เสียงทุ้มลึกและกึกก้องยาวนานที่สุดจะเป็นผู้ชนะ</p>
	</li>
</ul>

<blockquote data-path-to-node="19">
<p data-path-to-node="19,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="19,0">คุณค่าทางสังคม:</b> ประเพณีชักพระ/ลากพระ เป็นภาพสะท้อนอันเด่นชัดของ <b data-index-in-node="64" data-path-to-node="19,0">&quot;พลังศรัทธาและสามัคคีธรรม&quot;</b> ของชาวใต้ เพราะการเคลื่อนย้ายพนมพระขนาดยักษ์ไม่สามารถทำได้ด้วยกำลังของคนเพียงไม่กี่คน แต่ต้องอาศัยผู้คนเรือนร้อยเรือนพันที่มาช่วยกันจับสายเชือกแล้วออกแรงก้าวเดินไปพร้อมกัน เชือกผูกเรือพระจึงเปรียบเสมือนสายใยแห่งความรัก ความเอื้ออาทร และความภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ผูกร้อยหัวใจของคนในชุมชนให้เป็นหนึ่งเดียวในทุกๆ ปี</p>
</blockquote>
]]></description>
<enclosure url='https://queensirikit.prd.go.th/th/file/get/file/202606080fadb8b44763457b29e8a631a08cb7c9112956.png' type='image/png' length='331394' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[Thai Threads on the Runway: แฟชั่นผ้าไทยพื้นเมืองในเทศกาลดนตรีระดับโลกช่วงสิ้นปี]]></title>
<link>https://queensirikit.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/513165</link>
<guid isPermaLink="false">6687b72d5b0097ea18c74f4a2362ec02</guid>
<pubDate>Sun, 21 Jun 2026 09:28:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<h1 data-path-to-node="2">Thai Threads on the Runway: แฟชั่นผ้าไทยพื้นเมืองในเทศกาลดนตรีระดับโลกช่วงสิ้นปี</h1>

<h2 data-path-to-node="3">จากภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ &ldquo;Festival Outfit&rdquo; มัดใจนักท่องเที่ยวคุณภาพ</h2>

<p data-path-to-node="4">เมื่อลมหนาวแรกของเดือนธันวาคมพัดมาเยือน ประเทศไทยไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงแค่จุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนตัวเองเป็น <b data-index-in-node="153" data-path-to-node="4">&ldquo;Creative Hub&rdquo;</b> ขนาดใหญ่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทศกาลดนตรีและศิลปะระดับนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็น Wonderfruit เทศกาลดนตรีระดับโลกที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วทุกมุมโลก, Big Mountain Music Festival ไปจนถึงคอนเสิร์ตและปาร์ตี้เคาท์ดาวน์กระจายอยู่ทั่วประเทศ</p>

<p data-path-to-node="5">นี่คือช่วงเวลา <b data-index-in-node="15" data-path-to-node="5">High Season</b> ที่เม็ดเงินสะพัดมากที่สุด และเป็นโอกาสทองในการผลักดัน <b data-index-in-node="81" data-path-to-node="5">Soft Power</b> ของไทยผ่านการบูรณาการระหว่าง <b data-index-in-node="121" data-path-to-node="5">&ldquo;อุตสาหกรรมดนตรี&rdquo; (Festival Tourism)</b> และ <b data-index-in-node="162" data-path-to-node="5">&ldquo;อุตสาหกรรมแฟชั่นสิ่งทอ&rdquo; (Thai Fashion)</b> ให้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน</p>

<h2 data-path-to-node="7">1. เปลี่ยนนิยาม &ldquo;ผ้าไทย&rdquo;: จากความดั้งเดิมสู่ Modern Streetwear</h2>

<p data-path-to-node="8">ภาพจำเดิมๆ ของผ้าไทยที่มักถูกจำกัดอยู่แค่การสวมใส่ในงานพิธีการ ในวัด หรือสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ กำลังถูกท้าทายด้วยความคิดสร้างสรรค์ของดีไซเนอร์รุ่นใหม่ การนำผ้าทอพื้นเมือง เช่น ผ้าครามสกลนคร ผ้าไหมมัดหมี่ หรือผ้าฝ้ายทอมือจากภาคเหนือและอีสาน มาออกแบบใหม่ให้เป็น <b data-index-in-node="273" data-path-to-node="8">Modern Streetwear, Avant-Garde</b> หรือ <b data-index-in-node="309" data-path-to-node="8">Festival Outfit</b> ที่มีความคล่องตัว เท่ และร่วมสมัย</p>

<p data-path-to-node="9">พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวคุณภาพกลุ่ม Gen Z และ Millennials ในปัจจุบัน ไม่ได้มองหาแค่สินค้าที่ระลึก แต่มองหา <b data-index-in-node="107" data-path-to-node="9">&ldquo;ประสบการณ์และอัตลักษณ์&rdquo;</b> ผ้าไทยทอมือที่มีความพิเศษเฉพาะตัว (Unique) ไม่ซ้ำใคร จึงตอบโจทย์ความต้องการเสื้อผ้าประเภท &quot;Limited Edition&quot; ที่ใส่แล้วสามารถบ่งบอกรสนิยมและการสนับสนุนความยั่งยืน (Sustainable Fashion) ได้เป็นอย่างดี</p>

<h2 data-path-to-node="10">2. Music Festival: รันเวย์ชีวิตจริงและสปอตไลท์ระดับสากล</h2>

<p data-path-to-node="11">เทศกาลดนตรีในเดือนธันวาคมทำหน้าที่เป็น <b data-index-in-node="39" data-path-to-node="11">&ldquo;Living Runway&rdquo;</b> ที่ทรงพลังยิ่งกว่าแฟชั่นโชว์ในห้องแอร์ เพราะเป็นพื้นที่ที่ผู้เข้าร่วมงานตั้งใจ &ldquo;แต่งตัว&rdquo; เพื่อมาปลดปล่อยความเป็นตัวเอง พฤติกรรมการถ่ายภาพและวิดีโอเพื่อแชร์ลงบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น Instagram และ TikTok สร้าง <b data-index-in-node="269" data-path-to-node="11">Viral Effect</b> ได้ในชั่วข้ามคืน</p>

<p data-path-to-node="12">การผลักดันให้ผ้าไทยกลายเป็น <i data-index-in-node="28" data-path-to-node="12">Dress Code</i> หรือแฟชั่นไอเทมยอดฮิตในเทศกาลดนตรี (เช่น เสื้อคลุมผ้าครามน้ำหนักเบาสำหรับโยกตามจังหวะเพลง, หมวกบัคเก็ตจากผ้าทอพื้นเมือง, หรือกางเกงดีไซน์โก้เก๋จากผ้าฝ้ายหมักโคลน) ไม่เพียงแต่ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติได้สัมผัสความสบายของเนื้อผ้าที่เหมาะกับสภาพอากาศ แต่ยังเป็นการส่งออกวัฒนธรรมทางสายตา (Visual Culture) สู่สายตาชาวโลกโดยไม่ต้องลงทุนโฆษณามหาศาล</p>

<h2 data-path-to-node="13">3. เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จากรันเวย์สู่รายได้ชุมชน</h2>

<p data-path-to-node="14">หัวใจสำคัญของเศรษฐกิจสร้างสรรค์คือการสร้างประโยชน์กลับคืนสู่ฐานราก การเติบโตของแฟชั่นผ้าไทยในเทศกาลท่องเที่ยวช่วยสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่สมบูรณ์:</p>

<ul data-path-to-node="15">
	<li>
	<p data-path-to-node="15,0,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="15,0,0">ต้นน้ำ:</b> เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนไหม ผู้ปลูกคราม และช่างทอผ้าในชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการสั่งซื้อวัตถุดิบ</p>
	</li>
	<li>
	<p data-path-to-node="15,1,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="15,1,0">กลางน้ำ:</b> ดีไซเนอร์ไทยและวิสาหกิจชุมชน (SMEs) ได้พัฒนาทักษะและการออกแบบให้ตอบโจทย์สากล</p>
	</li>
	<li>
	<p data-path-to-node="15,2,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="15,2,0">ปลายน้ำ:</b> การจัดตั้ง <b data-index-in-node="20" data-path-to-node="15,2,0">Pop-up Store</b> หรือสเปซจำหน่ายสินค้าแฟชั่นสร้างสรรค์ภายในบริเวณงานเทศกาลดนตรี ช่วยให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงและจับจ่ายใช้สอยได้ทันที เม็ดเงินจากต่างประเทศจึงไหลตรงเข้าสู่ชุมชนโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง</p>
	</li>
</ul>

<h2 data-path-to-node="17">สรุป: กลยุทธ์การทูตผ่านแฟชั่นดนตรี (Fashion-Music Diplomacy)</h2>

<p data-path-to-node="18">การเลือกหยิบหัวข้อ <b data-index-in-node="19" data-path-to-node="18">&ldquo;แฟชั่นผ้าไทยในเทศกาลดนตรีปลายปี&rdquo;</b> มาขับเคลื่อนในเดือนธันวาคม คือตัวอย่างที่ชัดเจนของการทำ <b data-index-in-node="109" data-path-to-node="18">Cross-Industry Collaboration</b> (การทำงานร่วมกันข้ามอุตสาหกรรม) ที่ยิงปืนนัดเดียวได้นกสามตัว:</p>

<ol data-path-to-node="19" start="1">
	<li>
	<p data-path-to-node="19,0,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="19,0,0">ยกระดับภาพลักษณ์ประเทศ:</b> เปลี่ยนจากจุดหมายปลายทางราคาถูก เป็นเมืองแห่งความคิดสร้างสรรค์และดีไซน์</p>
	</li>
	<li>
	<p data-path-to-node="19,1,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="19,1,0">กระตุ้น Soft Power ที่กินได้จริง:</b> แฟชั่นผ้าไทยไม่ได้อยู่แค่ในพิพิธภัณฑ์ แต่อยู่ในไลฟ์สไตล์และความบันเทิงระดับโลก</p>
	</li>
	<li>
	<p data-path-to-node="19,2,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="19,2,0">กระจายรายได้อย่างเป็นรูปธรรม:</b> เงินจากนักท่องเที่ยวคุณภาพถูกส่งต่อไปยังช่างฝีมือในชุมชนท้องถิ่นอย่างทั่วถึงและยั่งยืน</p>
	</li>
</ol>

<p data-path-to-node="19,2,0" style="text-align: center;"><span style="font-size:28px;"><strong>&ldquo;เศรษฐกิจไทยปี 2569: มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ก้าวทันโลก พร้อมทุกภาคส่วนเติบโตไปด้วยกัน&rdquo;</strong></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://queensirikit.prd.go.th/th/file/get/file/20260617a7832d81b9f13ac1cc5a31ca62f83486093228.png' type='image/png' length='618075' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ประเพณีสารทเดือนสิบ (Sat Duean Sip Festival) สายใยความกตัญญู และวันนัดพบแห่งมิติจิตวิญญาณชาวใต้]]></title>
<link>https://queensirikit.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/510249</link>
<guid isPermaLink="false">c8ffc2dfa10e7006c8180f442cc69263</guid>
<pubDate>Sat, 20 Jun 2026 11:23:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p data-path-to-node="1"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="1">ช่วงเวลาจัดงาน:</b> วันแรม 1 ค่ำ ถึง แรม 15 ค่ำ เดือน 10 (ราวเดือนกันยายนของทุกปี)</p>

<p data-path-to-node="2"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="2">&ldquo;ประเพณีสารทเดือนสิบ&rdquo;</b> เป็นประเพณีทำบุญอุทิศส่วนกุศลที่ยิ่งใหญ่และสำคัญที่สุดของพี่น้องชาวภาคใต้ โดยเฉพาะที่ <b data-index-in-node="108" data-path-to-node="2">จังหวัดนครศรีธรรมราช</b> ซึ่งจัดขึ้นอย่างสมเกียรติและหยั่งรากลึกในวิถีชีวิตมาอย่างยาวนาน ประเพณีนี้สะท้อนถึงความกตัญญูกตเวทิตาอันเปี่ยมล้นของลูกหลานที่มีต่อบรรพบุรุษ และผู้ล่วงลับ โดยเป็นช่วงเวลาที่เครือญาติทุกคนไม่ว่าจะไปทำมาหากินอยู่ที่ใด จะต้องเดินทางกลับมารวมตัวกันที่บ้านเกิดเพื่อทำบุญร่วมกันอย่างพร้อมหน้า</p>

<h3 data-path-to-node="4">คติความเชื่อและวันเปิดประตูนรก</h3>

<p data-path-to-node="5">ตามความเชื่อทางพระพุทธศาสนาและพราหมณ์-ฮินดูของชาวใต้ เชื่อว่าในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 10 พญายมราชจะทรงผ่อนปรนและเปิดประตูนรกภูมิ เพื่อปล่อยให้เหล่าบรรพบุรุษ ญาติพี่น้องที่ล่วงลับ รวมถึงผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากอยู่ในภพภูมิของ <b data-index-in-node="216" data-path-to-node="5">&quot;เปรต&quot;</b> ได้เดินทางกลับขึ้นมายังโลกมนุษย์เพื่อเยี่ยมเยียนลูกหลานและรับส่วนบุญกุศลเป็นเวลา 15 วัน</p>

<p data-path-to-node="6">และเมื่อถึงวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 (เรียกว่า วันหรับใหญ่ หรือวันส่งตายาย) เหล่าเปรตและบรรพบุรุษจะต้องเดินทางกลับลงไปชดใช้กรรมตามเดิม ลูกหลานจึงต้องจัดเตรียมอาหารคาวหวานและสิ่งของเครื่องใช้ไปทำบุญครั้งใหญ่ที่วัดเพื่อไม่ให้พวกท่านต้องกลับไปอย่างหิวโหย</p>

<h3 data-path-to-node="8">ภูมิปัญญาการจัด &quot;หมรับ&quot; และขนมสัญลักษณ์ 5 อย่าง</h3>

<p data-path-to-node="9">หัวใจสำคัญของประเพณีนี้คือการจัด <b data-index-in-node="33" data-path-to-node="9">&quot;หมรับ&quot;</b> (สำรับอาหาร) ซึ่งเป็นการนำอาหารแห้ง ข้าวสาร ของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวันมาจัดวางเรียงซ้อนกันเป็นทรงพุ่มอย่างสวยงามในภาชนะ และสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยคือ <b data-index-in-node="193" data-path-to-node="9">&quot;ขนม 5 อย่าง&quot;</b> ซึ่งเป็นกุศโลบายและสัญลักษณ์แทนสิ่งของที่จะให้ผู้ล่วงลับนำไปใช้ในภพภูมิหน้า:</p>

<ol data-path-to-node="10" start="1">
	<li>
	<p data-path-to-node="10,0,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="10,0,0">ขนมพอง:</b> สัญลักษณ์แทน <b data-index-in-node="21" data-path-to-node="10,0,0">&quot;แพหรือยานพาหนะ&quot;</b> เพื่อให้บรรพบุรุษใช้ล่องข้ามวัฏสงสารหรือแม่น้ำในปรโลก</p>
	</li>
	<li>
	<p data-path-to-node="10,1,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="10,1,0">ขนมลา:</b> สัญลักษณ์แทน <b data-index-in-node="20" data-path-to-node="10,1,0">&quot;เครื่องนุ่งห่ม เสื้อผ้า แพรพรรณ&quot;</b> ด้วยเส้นใยที่สานขัดกันอย่างละเอียดอ่อน</p>
	</li>
	<li>
	<p data-path-to-node="10,2,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="10,2,0">ขนมกง (หรือขนมไข่ปลา):</b> สัญลักษณ์แทน <b data-index-in-node="36" data-path-to-node="10,2,0">&quot;เครื่องประดับ&quot;</b> เงินทอง หรือกำไล สำหรับตกแต่งร่างกาย</p>
	</li>
	<li>
	<p data-path-to-node="10,3,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="10,3,0">ขนมดีซำ:</b> สัญลักษณ์แทน <b data-index-in-node="22" data-path-to-node="10,3,0">&quot;เงินเบี้ย&quot;</b> หรือเงินสำหรับจับจ่ายใช้สอย ด้วยรูปทรงกลมเจาะรูตรงกลางคล้ายเงินเหรียญโบราณ</p>
	</li>
	<li>
	<p data-path-to-node="10,4,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="10,4,0">ขนมบ้า:</b> สัญลักษณ์แทน <b data-index-in-node="21" data-path-to-node="10,4,0">&quot;สะบ้า&quot;</b> สำหรับให้บรรพบุรุษนำไปใช้เล่นรื่นเริงในวันว่างตามประเพณีสงกรานต์</p>
	</li>
</ol>

<h3 data-path-to-node="12">พิธี &quot;เปรตพลี&quot; และความสนุกของการ &quot;ชิงเปรต&quot;</h3>

<p data-path-to-node="13">หลังจากที่ชาวบ้านนำหมรับไปทำบุญและพระสงฆ์ทำพิธีสวดอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับในศาลาเสร็จแล้ว จะมีพิธีกรรมสำคัญอีกช่วงหนึ่งเรียกว่า <b data-index-in-node="133" data-path-to-node="13">&quot;พิธีตั้งเปรต&quot; หรือ &quot;เปรตพลี&quot;</b></p>

<ul data-path-to-node="14">
	<li>
	<p data-path-to-node="14,0,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="14,0,0">การตั้งเปรต:</b> ชาวบ้านจะแบ่งอาหารคาวหวาน รวมทั้งขนมเดือนสิบส่วนหนึ่ง นำไปวางไว้บนลานกว้างหรือบนร้านสูงที่สร้างขึ้นนอกกำแพงวัด หรือที่เรียกว่า &quot;ศาลาเปรต&quot; เพื่อให้อัญเชิญวิญญาณเปรตหรือบรรพบุรุษที่เข้ามารับของในวัดไม่ได้ (เนื่องจากกรรมหนาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในวัดสกัดไว้) ได้มากินอาหารเหล่านั้น</p>
	</li>
	<li>
	<p data-path-to-node="14,1,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="14,1,0">การชิงเปรต:</b> เมื่อพระสงฆ์ทำพิธีแผ่เมตตาและกรวดน้ำเสร็จสิ้นแล้ว จะมีการส่งสัญญาณให้ผู้ร่วมงาน โดยเฉพาะเด็กๆ และวัยรุ่น วิ่งกรูเข้าไปเพื่อแย่งชิงอาหารและขนมที่ตั้งอยู่บนร้านเปรตอย่างสนุกสนานครึกครื้น ชาวใต้เชื่อว่า การกินอาหารที่เหลือจากการชิงเปรตถือเป็นมงคล ได้รับบารมีจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และเป็นการช่วยทานอาหารต่อจากบรรพบุรุษไม่ให้สูญเปล่า</p>
	</li>
</ul>

<blockquote data-path-to-node="16">
<p data-path-to-node="16,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="16,0">คุณค่าทางสังคม:</b> ประเพณีสารทเดือนสิบ ไม่ใช่เพียงเรื่องราวของความลี้ลับหรือโลกหลังความตาย แต่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่เน้นย้ำเรื่อง <b data-index-in-node="127" data-path-to-node="16,0">&quot;ความกตัญญูกตเวทิตาและความผูกพันในสถาบันครอบครัว&quot;</b> เป็นวันที่คนรุ่นหลังได้ระลึกถึงพระคุณของผู้มีพระคุณที่ล่วงลับ ได้ทำทานร่วมกันในหมู่คณะ และสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นในชุมชนผ่านสายใยแห่งความศรัทธาที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นอย่างไม่มีวันเสื่อมคลาย</p>
</blockquote>
]]></description>
<enclosure url='https://queensirikit.prd.go.th/th/file/get/file/202606085e700cd2559236529745d9e8d4f8a081112432.png' type='image/png' length='337064' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐแพลตฟอร์ม x สตาร์ทอัพไทย: ปลดล็อก Red Tape ด้วย Digital Government สู่เศรษฐกิจ 5 ล้านล้าน]]></title>
<link>https://queensirikit.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/513156</link>
<guid isPermaLink="false">e5d7ef690916cbba798028a4eb13975b</guid>
<pubDate>Sat, 20 Jun 2026 09:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<h1 data-path-to-node="6">รัฐแพลตฟอร์ม x สตาร์ทอัพไทย: ปลดล็อก Red Tape ด้วย Digital Government สู่เศรษฐกิจ 5 ล้านล้าน</h1>

<p data-path-to-node="7">ท่ามกลางการแข่งขันบนเวทีเศรษฐกิจโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีอย่างเข้มข้น ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งสำคัญในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างทางเศรษฐกิจไปสู่ <b data-index-in-node="162" data-path-to-node="7">&quot;เศรษฐกิจดิจิทัล&quot; (Digital Economy)</b> อย่างเต็มรูปแบบ แม้ว่าที่ผ่านมา ภาคเอกชนไทย โดยเฉพาะกลุ่ม E-Commerce และ FinTech จะมีความตื่นตัวและเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่สิ่งที่เป็นข้อจำกัดและเปรียบเสมือน &ldquo;คอขวด&rdquo; ยับยั้งการเติบโตและการขยายสเกลของเทคสตาร์ทอัพ (Tech Startups) ไทยไปสู่ระดับสากล กลับเป็นระบบกลไกภาครัฐและกระบวนการทางกฎหมายที่ซับซ้อน หรือที่เรียกกันในระดับสากลว่า <b data-index-in-node="529" data-path-to-node="7">Red Tape (ระเบียบขั้นตอนที่ล่าช้าของระบบราชการ)</b></p>

<p data-path-to-node="8">การปฏิรูปประเทศไปสู่การเป็น <b data-index-in-node="28" data-path-to-node="8">&quot;รัฐแพลตฟอร์ม&quot; (Platform State)</b> ผ่านโมเดล <b data-index-in-node="70" data-path-to-node="8">Digital Government (รัฐบาลดิจิทัล)</b> จึงไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการลดปริมาณการใช้กระดาษในหน่วยงานราชการ หากแต่เป็น &quot;วาระแห่งชาติทางเศรษฐกิจ&quot; ที่จะเข้ามาลดขั้นตอน เพิ่มความโปร่งใส และเปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพไทยสามารถเข้ามาร่วมขับเคลื่อน ต่อยอดนวัตกรรม และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เติบโตทะลุเป้าหมาย 5 ล้านล้านบาทภายในทศวรรษหน้า</p>

<h3 data-path-to-node="10">1. นิยามแห่งอนาคต: &quot;รัฐแพลตฟอร์ม&quot; (Platform State) คืออะไร?</h3>

<p data-path-to-node="11">ในโมเดลรัฐบาลดั้งเดิม หน่วยงานรัฐมักทำงานแยกส่วนกันในลักษณะท่อตรง (Silo) ประชาชนหรือผู้ประกอบการสตาร์ทอัพที่ต้องการติดต่อราชการหรือขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจ จำเป็นต้องเดินทางไปยื่นเอกสารชุดเดียวกันซ้ำๆ ให้กับหลากหลายกระทรวง ส่งผลให้เกิดความล่าช้าและสูญเสียโอกาสทางธุรกิจอย่างมหาศาล</p>

<p data-path-to-node="12">ในทางกลับกัน <b data-index-in-node="13" data-path-to-node="12">&quot;รัฐแพลตฟอร์ม&quot; (Platform State)</b> คือแนวคิดที่เปลี่ยนบทบาทของภาครัฐจากการเป็น &quot;ผู้ควบคุมและผู้ให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ&quot; (Service Provider) มาเป็น <b data-index-in-node="154" data-path-to-node="12">&quot;ผู้สร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลกลาง&quot; (Infrastructure Provider)</b> รัฐมีหน้าที่วางรากฐานระบบระบุและยืนยันตัวตน (Digital ID) ระบบการเชื่อมโยงฐานข้อมูลกลาง (Linkage Center) และการเปิดระบบให้บริการผ่าน Application Programming Interface (API) เพื่อให้ภาคเอกชนและสตาร์ทอัพสามารถเข้ามาเชื่อมต่อระบบ พัฒนาโซลูชัน และสร้างสรรค์บริการใหม่ๆ ให้กับประชาชนได้โดยตรง เช่นเดียวกับระบบปฏิบัติการ iOS หรือ Android ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้พัฒนาแอปพลิเคชันภายนอกเข้ามาสร้างนวัตกรรมร่วมกัน</p>

<h3 data-path-to-node="13">2. ปลดล็อก Red Tape: ทลายคอขวดระบบราชการเพื่อเอื้อต่อเทคสตาร์ทอัพ</h3>

<p data-path-to-node="14">ความล่าช้าและการขาดความยืดหยุ่นทางกฎหมายคือศัตรูตัวฉกาจของสตาร์ทอัพ ซึ่งต้องการความเร็วในการทดสอบและปล่อยผลิตภัณฑ์สู่ตลาด (Time-to-Market) การขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัลตามแผนปฏิบัติการระยะ 5 ปี จึงมุ่งเน้นการทลายข้อจำกัดเหล่านี้ใน 2 มิติหลัก:</p>

<ul data-path-to-node="15">
	<li>
	<p data-path-to-node="15,0,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="15,0,0">นโยบาย Digital by Default และ Zero Copy:</b> ภาครัฐมุ่งยกระดับกระบวนการทำงานให้เป็นดิจิทัลตั้งแต่เริ่มต้น โดยยกเลิกการเรียกสำเนาเอกสารทางราชการ (Zero Copy Policy) อย่างเด็ดขาด 100% ทั่วประเทศ การเปลี่ยนผ่านรูปแบบการทำงานไปสู่การลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (e-Signature) และการประทับรับรองเวลาอิเล็กทรอนิกส์ (e-Timestamp) ที่มีผลผูกพันตามกฎหมาย ช่วยลดระยะเวลาในการรออนุมัติจัดตั้งหรือขยายธุรกิจจากหลักสัปดาห์ให้เหลือเพียงไม่กี่นาที</p>
	</li>
	<li>
	<p data-path-to-node="15,1,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="15,1,0">การรวมศูนย์บริการผ่าน Super App ภาครัฐ:</b> การบูรณาการระบบบริการประชาชนและภาคธุรกิจให้อยู่บนแพลตฟอร์มเดียว (Single Sign-On) เช่น การต่อยอดระบบแอปพลิเคชัน &quot;ทางรัฐ&quot; และแพลตฟอร์ม Biz Portal ช่วยให้สตาร์ทอัพและผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) สามารถดำเนินการยื่นงบการเงิน เสียภาษี และขอใบอนุญาตประกอบกิจการเฉพาะทางได้ในจุดเดียว ลดต้นทุนแฝงจากการดำเนินงาน (Transaction Costs)</p>
	</li>
</ul>

<blockquote data-path-to-node="16">
<p data-path-to-node="16,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="16,0">กรณีศึกษา GovTech ในเวทีสากล:</b> ประเทศเอสโตเนีย (Estonia) คือต้นแบบความสำเร็จของ &quot;รัฐแพลตฟอร์ม&quot; ที่ชัดเจนที่สุดในโลก ผ่านระบบโครงสร้างพื้นฐาน &quot;X-Road&quot; ที่เชื่อมโยงข้อมูลของหน่วยงานรัฐและเอกชนเข้าด้วยกันอย่างโปร่งใส ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการภาครัฐออนไลน์ได้ถึง 99% ส่งผลให้เอสโตเนียกลายเป็นประเทศที่มีสัดส่วนสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์น (Unicorn) ต่อหัวประชากรสูงที่สุดในยุโรป</p>
</blockquote>

<h3 data-path-to-node="17">3. พันธมิตรรัฐ x สตาร์ทอัพ: นวัตกรรม GovTech และโอกาสสู่เวทีโลก</h3>

<p data-path-to-node="18">เมื่อภาครัฐผันตัวมาเป็นแพลตฟอร์ม โอกาสครั้งใหญ่จะตกเป็นของกลุ่มสตาร์ทอัพสาย <b data-index-in-node="76" data-path-to-node="18">GovTech (Government Technology)</b> และนวัตกรรมไทย การเปิดพื้นที่ให้เอกชนเข้ามาประมูลหรือร่วมพัฒนาบริการสาธารณะจะสร้างการเติบโตแบบทวีคูณ (Scale) ในมุมมองดังต่อไปนี้:</p>

<ul data-path-to-node="19">
	<li>
	<p data-path-to-node="19,0,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="19,0,0">สร้าง Sandbox และโปรไฟล์เพื่อโกอินเตอร์:</b> ตลาดในประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยเม็ดเงินจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ถือเป็น &quot;สนามทดลอง&quot; (Sandbox) ขนาดใหญ่ที่สุด หากสตาร์ทอัพไทยสามารถพัฒนาซอฟต์แวร์หรือโซลูชัน AI ที่สามารถแก้ปัญหาการบริการภาครัฐ ลดความแออัดในโรงพยาบาล หรือเพิ่มประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์ขนส่งมวลชนได้สำเร็จ ผลงานเหล่านี้จะกลายเป็น &quot;โปรไฟล์ระดับชาติ&quot; (National Credential) ที่น่าเชื่อถือในการนำไปเสนอขายและขยายตลาดสู่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคอาเซียนและระดับโลกต่อไป</p>
	</li>
	<li>
	<p data-path-to-node="19,1,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="19,1,0">เปิดเผยข้อมูลเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรม (Open Government Data):</b> ภายใต้ยุทธศาสตร์รัฐบาลดิจิทัล การเปิดเผยข้อมูลเปิดภาครัฐที่ไม่ระบุตัวตนบุคคล (Anonymized Data) ทั้งข้อมูลการจราจร สภาพภูมิอากาศ สาธารณสุข และพฤติกรรมการบริโภค จะช่วยให้สตาร์ทอัพสาย FinTech และ E-Commerce นำข้อมูลดิบเหล่านี้ไปวิเคราะห์ด้วย AI เพื่อทำนายพฤติกรรมผู้บริโภค พัฒนากรมธรรม์ประกันภัยที่แม่นยำ หรือสร้างแอปพลิเคชันจัดการขยะอัจฉริยะในชุมชน</p>
	</li>
</ul>

<h3 data-path-to-node="20">4. เพิ่มความโปร่งใสและสร้าง &quot;Digital Trust&quot; ด้วยเทคโนโลยี</h3>

<p data-path-to-node="21">ความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญของการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ระบบรัฐบาลดิจิทัลที่มีธรรมาภิบาลข้อมูลยุคใหม่ (Next-Gen Data Governance) จะเข้ามาเปลี่ยนระบบตรวจสอบผ่านการนำ AI มาใช้ตรวจสอบความผิดปกติในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐและการอนุมัติงบประมาณ การบันทึกธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับสัญญาสัมปทานบนระบบที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่น (Digital Trust) ให้กับนักลงทุนต่างชาติ ว่ากระบวนการทำธุรกิจในประเทศไทยนั้นมีความเท่าเทียม เที่ยงธรรม และปราศจากการทุจริตคอร์รัปชัน</p>

<h3 data-path-to-node="23">บทสรุป (Conclusion)</h3>

<p data-path-to-node="24">การผลักดัน <b data-index-in-node="11" data-path-to-node="24">&quot;รัฐแพลตฟอร์ม x สตาร์ทอัพไทย&quot;</b> ไม่ใช่เพียงแค่การปรับปรุงกระบวนการทำงานของระบบราชการเพื่อความสะดวกสบายเท่านั้น แต่มันคือการรื้อโครงสร้างและกลไกขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของประเทศ (Economic Engine Optimization) การลดคอขวดจากระเบียบราชการที่ล้าหลัง (Red Tape) จะช่วยปลดปล่อยศักยภาพที่แท้จริงของนวัตกรรมไทย ทั้งในกลุ่ม E-Commerce, FinTech และเทคโนโลยีขั้นสูง ให้สามารถเติบโตได้อย่างไร้ขีดจำกัด เมื่อภาครัฐโปร่งใสและทำงานด้วยความเร็วระดับเดียวกับภาคเอกชน ประเทศไทยจะสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุน สร้างความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจ และเร่งความเร็วในการขับเคลื่อนมูลค่าทางเศรษฐกิจดิจิทัลให้ไปแตะระดับ 5 ล้านล้านบาท พร้อมส่งออกนวัตกรรมฝีมือคนไทยสู่เวทีสากลได้อย่างภาคภูมิ</p>

<p data-path-to-node="24" style="text-align: center;"><span style="font-size:28px;"><strong>&ldquo;เศรษฐกิจไทยปี 2569: มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ก้าวทันโลก พร้อมทุกภาคส่วนเติบโตไปด้วยกัน&rdquo;</strong></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://queensirikit.prd.go.th/th/file/get/file/2026061799c78ab98c94cfc6c0241b7ecde2640c092049.png' type='image/png' length='599839' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ประเพณีไหลเรือไฟ (Lai Ruea Fai)  มหากาพย์แห่งแสงสีบนลำน้ำโขง ศรัทธาแห่งวันออกพรรษา]]></title>
<link>https://queensirikit.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/510245</link>
<guid isPermaLink="false">b412683ee38a50a5167f1466779e8f90</guid>
<pubDate>Fri, 19 Jun 2026 11:17:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p data-path-to-node="1"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="1">ช่วงเวลาจัดงาน:</b> วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 (วันออกพรรษา ของทุกปี)</p>

<p data-path-to-node="2"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="2">&ldquo;ประเพณีไหลเรือไฟ&rdquo;</b> หรือที่ชาวอีสานเรียกกันว่า <b data-index-in-node="46" data-path-to-node="2">&quot;เทศกาลไหลเฮือไฟ&quot;</b> เป็นประเพณีอันยิ่งใหญ่ตระการตาและเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียงที่สุดของ <b data-index-in-node="145" data-path-to-node="2">จังหวัดนครพนม</b> จัดขึ้นในช่วงเทศกาลออกพรรษา ท่ามกลางบรรยากาศยามค่ำคืนเหนือน่านน้ำโขง พรมแดนธรรมชาติระหว่างประเทศไทยและสปป.ลาว ที่จะถูกแต่งแต้มด้วยแสงสว่างไสวจากดวงประทีปนับหมื่นนับแสนดวง ลอยล่องขนานไปกับสายน้ำกลายเป็นภาพมหัศจรรย์ที่ตราตรึงใจผู้คนจากทั่วทุกมุมโลก</p>

<h3 data-path-to-node="4">รากเหง้า คติความเชื่อ และความศรัทธา</h3>

<p data-path-to-node="5">ประเพณีไหลเรือไฟมีรากฐานมาจากความเชื่อทางพระพุทธศาสนาและวิถีชีวิตที่ผูกพันอยู่กับแม่น้ำอย่างลึกซึ้ง โดยมีความหมายและวัตถุประสงค์สำคัญหลักๆ ดังนี้:</p>

<ul data-path-to-node="6">
	<li>
	<p data-path-to-node="6,0,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="6,0,0">การบูชารอยพระพุทธบาท:</b> ตามคติความเชื่อระบุว่า เป็นการจัดทำเพื่อบูชารอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า ที่ได้ประทับไว้ ณ หาดทรายริมฝั่งแม่น้ำนัมมทานทีในประเทศอินเดีย เมื่อครั้งเสด็จไปแสดงธรรมโปรดเหล่าพญานาค</p>
	</li>
	<li>
	<p data-path-to-node="6,1,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="6,1,0">การบูชาพระอุปคุต:</b> เชื่อว่าเป็นการบูชาพระอุปคุต พระอรหันต์ผู้มีฤทธิ์เดชซึ่งจำพรรษาอยู่ใต้ท้องมหาสมุทรหรือสะดือทะเล เพื่อขอให้ท่านช่วยคุ้มครองปกป้องรักษาชุมชนให้ร่มเย็นเป็นสุข</p>
	</li>
	<li>
	<p data-path-to-node="6,2,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="6,2,0">การขอขมาและบูชาแม่น้ำโขง:</b> เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทิตาและขอขมาต่อแม่น้ำโขง (แม่น้ำพระยา) ที่มนุษย์ได้พึ่งพาอาศัย ดื่มกิน และใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิต แต่อาจได้ล่วงเกินทิ้งสิ่งปฏิกูลลงไป</p>
	</li>
	<li>
	<p data-path-to-node="6,3,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="6,3,0">การสะเดาะเคราะห์:</b> การปล่อยให้เรือไฟไหลลอยไปตามกระแสน้ำ เปรียบเสมือนการลอยความทุกข์โศก โรคภัยไข้เจ็บ และสิ่งไม่ดีทั้งหลายออกไปจากตัวเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่รุ่งเรือง</p>
	</li>
</ul>

<h3 data-path-to-node="8">ศิลปกรรมและภูมิปัญญาในการสร้าง &quot;เรือไฟ&quot;</h3>

<p data-path-to-node="9">วิวัฒนาการของเรือไฟจากอดีตสู่ปัจจุบันสะท้อนถึงภูมิปัญญาและเทคโนโลยีพื้นบ้านที่เติบโตขึ้นอย่างน่าทึ่ง ในสมัยโบราณเรือไฟจะทำจากท่อนกล้วยหรือไม้ไผ่มาผูกเป็นแพง่ายๆ บรรจุข้าวสาร อาหาร ดอกไม้ ธูปเทียน และจุดไฟปล่อยให้ลอยไป</p>

<p data-path-to-node="10">แต่ในปัจจุบัน เรือไฟได้กลายสภาพเป็น <b data-index-in-node="36" data-path-to-node="10">&quot;มหาประติกรรมกลางน้ำ&quot;</b> ที่มีความยาวเกือบ 100 เมตร และสูงเท่าตึกหลายชั้น โดยมีองค์ประกอบหลักที่น่าอัศจรรย์ดังนี้:</p>

<ol data-path-to-node="11" start="1">
	<li>
	<p data-path-to-node="11,0,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="11,0,0">โครงสร้างสถาปัตยกรรม:</b> ใช้ไม้ไผ่ขนาดใหญ่หลายพันลำมาประกอบผูกไขว้กันเป็นโครงสร้างเรือขนาดยักษ์เหนือน้ำ</p>
	</li>
	<li>
	<p data-path-to-node="11,1,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="11,1,0">ภาพลวดลายสัญลักษณ์:</b> ช่างฝีมือและชาวบ้านจากคุ้มวัดต่างๆ จะช่วยกันออกแบบลวดลาย โดยใช้โครงลวดดัดเป็นรูปสถานที่สำคัญ เช่น พระธาตุพนม, ลวดลายไทยประยุกต์, พระพุทธรูป, หรือภาพพระราชกรณียกิจ</p>
	</li>
	<li>
	<p data-path-to-node="11,2,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="11,2,0">ดวงประทีปนับแสนดวง:</b> สิ่งที่ทำให้เรือไฟส่องสว่างไม่ใช่หลอดไฟไฟฟ้า แต่เป็น <b data-index-in-node="73" data-path-to-node="11,2,0">&quot;ตะเกียงน้ำมันทำมือ&quot;</b> ที่เกิดจากการนำขวดแก้วขนาดเล็กมาบรรจุน้ำมันดีเซลและใส่ไส้ตะเกียง แขวนเรียงร้อยตามโครงลวดนับหมื่นนับแสนดวง เมื่อถึงเวลาจุดไฟ เรือทั้งลำจะลุกโชติช่วงสว่างไสวด้วยแสงสีธรรมชาติที่พลิ้วไหวตามแรงลม</p>
	</li>
</ol>

<h3 data-path-to-node="13">บรรยากาศความอลังการในคืนวันไหล</h3>

<p data-path-to-node="14">ค่ำคืนวันออกพรรษา บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขงถนนสุนทรวิจารณ์ จะเนืองแน่นไปด้วยผู้คนนับแสนที่มารอชมความงาม</p>

<p data-path-to-node="15">เมื่อท้องฟ้ามืดสนิท เรือไฟยักษ์จากแต่ละอำเภอและคุ้มวัดจะค่อยๆ ถูกจุดไฟจนสว่างวาบขึ้นทีละลำ และเริ่มปล่อยให้ไหลเอื่อยๆ ไปตามความยาวของลำน้ำโขงอย่างช้าๆ แสงสว่างจากตะเกียงน้ำมันจะสะท้อนลงบนผิวน้ำโขง เกิดเป็นภาพเงาสะท้อนดั่งมังกรไฟโบยบินเหนือน้ำ เคล้าคลอไปกับการจุดพลุดอกไม้ไฟตระการตา เสียงโห่ร้องขอบคุณ และการลอยกระทงสายริมฝั่ง สร้างบรรยากาศที่เปี่ยมไปด้วยความมนต์ขลัง ศรัทธา และความปิติยินดี</p>

<blockquote data-path-to-node="17">
<p data-path-to-node="17,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="17,0">คุณค่าทางสังคม:</b> ประเพณีไหลเรือไฟ จังหวัดนครพนม เป็นประจักษ์พยานที่เด่นชัดถึง <b data-index-in-node="77" data-path-to-node="17,0">&quot;ความสามัคคีและจิตวิญญาณแห่งการเสียสละของชุมชน&quot;</b> เพราะเรือไฟขนาดยักษ์หนึ่งลำไม่สามารถสร้างขึ้นได้ด้วยคนเพียงไม่กี่คน แต่ต้องอาศัยแรงกายและศรัทธาของชาวบ้าน พระสงฆ์ และเยาวชนในชุมชนที่ยอมเสียสละเวลามาทำงานร่วมกันเป็นแรมเดือนโดยไม่มีค่าจ้าง รางวัลที่แท้จริงจึงไม่ใช่ชัยชนะจากการประกวด แต่เป็นความภาคภูมิใจร่วมกันที่ได้สืบสานมรดกทางปัญญาอันยิ่งใหญ่ให้คงอยู่คู่สายน้ำโขงสืบไป</p>
</blockquote>
]]></description>
<enclosure url='https://queensirikit.prd.go.th/th/file/get/file/20260608741b201d74cad1f0b34ab681e3448114111831.png' type='image/png' length='178936' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[พลังแห่งความร่วมมือ: เมื่อ “ทหาร” และ “ชุมชน” ก้าวเดินไปด้วยกัน]]></title>
<link>https://queensirikit.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/514200</link>
<guid isPermaLink="false">2bffd3477a02ea38f010934f52abc658</guid>
<pubDate>Fri, 19 Jun 2026 09:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ภาพจำของ &ldquo;ทหาร&rdquo; ในสายตาของคนทั่วไป มักผูกติดอยู่กับการจับอาวุธ การฝึกซ้อมที่เข้มงวด หรือภารกิจป้องกันประเทศอันเคร่งขรึม แต่ในความเป็นจริงแล้ว อีกบทบาทหนึ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กันและดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง คือการเป็น <b data-index-in-node="215" data-path-to-node="1">&ldquo;ที่พึ่งของประชาชน&rdquo;</b> ในยามปกติ การสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างทหารกับชุมชนไม่ได้เป็นเพียงแค่การทำภารกิจตามหน้าที่ แต่เป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความมั่นคงที่ยั่งยืนจากภายในชุมชนเอง</p>

<h3 data-path-to-node="3">🤝 <strong>ทำไมความสัมพันธ์ระหว่างทหารและชุมชนถึงสำคัญ?</strong></h3>

<p data-path-to-node="4">การทำงานในพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลหรือพื้นที่ที่มีความเปราะบาง ความไว้วางใจ (Trust) คือกุญแจสำคัญที่สุด ศิลปะ กีฬา และการพัฒนาทางกายภาพ จึงถูกนำมาใช้เป็น &quot;สื่อกลาง&quot; ในการทลายกำแพงความระแวง ทหารพรานและกำลังพลในพื้นที่ต่าง ๆ ได้ปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์จากผู้คุมกฎ มาเป็น <b data-index-in-node="273" data-path-to-node="4">&quot;เพื่อนบ้านที่พึ่งพาได้&quot;</b> ซึ่งการร่วมมือกันนี้ช่วยลดช่องว่างระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับชาวบ้าน ทำให้เกิดการประสานงานและเฝ้าระวังความปลอดภัยในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น</p>

<h3 data-path-to-node="6">🎨 <strong>กิจกรรมสร้างสรรค์และบทบาททหารในชุมชน ปี 2569</strong></h3>

<p data-path-to-node="7">ในปี 2569 นี้ เราได้เห็นภาพการปรับเปลี่ยนรูปแบบกิจกรรมพลเรือนของกองทัพให้เข้าถึงหัวใจของชุมชนอย่างเป็นรูปธรรมและหลากหลาย มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมและการพัฒนาคุณภาพชีวิต ดังตัวอย่างเหตุการณ์จริงต่อไปนี้</p>

<h3 data-path-to-node="8">&nbsp; <strong>&nbsp;1. ศิลปะบนฝาผนัง เติมรอยยิ้มให้เยาวชน</strong></h3>

<p data-path-to-node="9">สะท้อนภาพความร่วมมือที่นุ่มนวลที่สุดอย่างกรณีของ <b data-index-in-node="49" data-path-to-node="9">หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 42</b> ที่ได้ร่วมมือกับ <b data-index-in-node="97" data-path-to-node="9">โรงเรียนศิริราษฎร์สามัคคี</b> จัดกิจกรรมวาดภาพการ์ตูนระบายสีบนฝาผนังอาคารเรียน กิจกรรมนี้ใช้ศิลปะเปลี่ยนความหม่นหมองให้กลายเป็นความสดใส เปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้ใช้จินตนาการร่วมกับพี่ ๆ ทหาร ซึ่งเป็นจิตวิทยาเชิงบวกในการสร้างความคุ้นเคยและลดความกลัวของเด็ก ๆ ต่อเครื่องแบบทหาร</p>

<h3 data-path-to-node="10">&nbsp;<strong> &nbsp;2. กีฬาต้านภัยยาเสพติด และการพัฒนาภูมิทัศน์</strong></h3>

<p data-path-to-node="11">ในพื้นที่ภาคใต้ การรวมพลังของคนในชุมชนเกิดขึ้นผ่านกิจกรรมทางสังคม เช่น <b data-index-in-node="71" data-path-to-node="11">หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45</b> ร่วมมือกับท้องถิ่นจัดการแข่งขันกีฬา &ldquo;มะรือโบตกคัพ ครั้งที่ 10&rdquo; เพื่อดึงกลุ่มเยาวชนให้ห่างไกลจากอบายมุขและยาเสพติด หรือการที่ <b data-index-in-node="227" data-path-to-node="11">หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 49</b> จับมือกับมวลชนจิตอาสาช่วยกันถางป่าข้างทางและปรับปรุงภูมิทัศน์ถนนเส้นหลักเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการสัญจรของชาวบ้านดุซงมาแจ</p>

<h3 data-path-to-node="12">&nbsp;<strong> &nbsp;3. บรรเทาภัยแล้ง และความมั่นคงทางอาหาร</strong></h3>

<p data-path-to-node="13">กองทัพบกยังคงสานต่อโครงการ <b data-index-in-node="27" data-path-to-node="13">&ldquo;ราษฎร์ รัฐ ร่วมใจ ช่วยภัยแล้ง 2569&rdquo;</b> โดยการระดมรถน้ำและกำลังพลเข้าไปแจกจ่ายน้ำดื่มน้ำใช้ให้กับกลุ่มเปราะบางและผู้ประสบภัยแล้งในพื้นที่ต่าง ๆ เช่น จังหวัดน่าน ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อน <b data-index-in-node="210" data-path-to-node="13">&quot;โครงการทหารพันธุ์ดี&quot;</b> ที่นำองค์ความรู้เกษตรกรรมไปต่อยอดในชุมชนเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน</p>

<blockquote data-path-to-node="15">
<p data-path-to-node="15,0"><span style="font-size:26px;"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="15,0">บทสรุป:</b> รอยยิ้มบนใบหน้าของเด็ก ๆ เมล็ดพันธุ์ที่เติบโตในโครงการทหารพันธุ์ดี หรือหยาดเหงื่อที่ร่วมกันหลั่งในลานกีฬา... สิ่งเหล่านี้คือข้อพิสูจน์ว่า <b data-index-in-node="146" data-path-to-node="15,0">&quot;ความมั่นคงที่แท้จริง ไม่ได้สร้างขึ้นด้วยอาวุธ แต่สร้างขึ้นด้วยความผูกพันและศรัทธาที่ทหารและชุมชนมีให้แก่กัน&quot;</b></span></p>
</blockquote>
]]></description>
<enclosure url='https://queensirikit.prd.go.th/th/file/get/file/202606192a42671a199b87195e359a9b9a3fd055111444.png' type='image/png' length='1372628' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ชิม ชอป เที่ยวท้องถิ่น: เปลี่ยนผลผลิต OTOP เป็นของขวัญ เดินทางสร้างรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก]]></title>
<link>https://queensirikit.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/513135</link>
<guid isPermaLink="false">90aed7700fdf3e34a6db6f77b8377b3b</guid>
<pubDate>Fri, 19 Jun 2026 08:56:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<h1 data-path-to-node="2">ชิม ชอป เที่ยวท้องถิ่น: เปลี่ยนผลผลิต OTOP เป็นของขวัญ เดินทางสร้างรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก</h1>

<p data-path-to-node="3">เมื่อลมหนาวแรกของเดือนธันวาคมพัดมาเยือน เป็นสัญญาณเริ่มต้นของฤดูกาลแห่งความสุขและการเฉลิมฉลอง ปลายปีเช่นนี้ไม่เพียงแต่เป็นช่วงเวลาที่ผู้คนออกเดินทางท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนหย่อนใจหลังตรากตรำทำงานมาทั้งปี แต่ยังเป็น <b data-index-in-node="213" data-path-to-node="3">&ldquo;ฤดูกาลแห่งการจับจ่าย&rdquo;</b> ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบปี เพื่อจัดหาของขวัญและของฝากมอบให้แก่คนที่รักในเทศกาลปีใหม่</p>

<p data-path-to-node="4">ท่ามกลางกระแสการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปในยุคปัจจุบัน ผู้บริโภคไม่ได้มองหาเพียงแค่สินค้าที่มีราคาถูกหรือตราสินค้าที่มีชื่อเสียงเท่านั้น แต่กำลังให้ความสำคัญกับ <b data-index-in-node="158" data-path-to-node="4">&ldquo;คุณค่า Storytelling และความยั่งยืน&rdquo;</b> เทรนด์นี้จึงกลายเป็นโอกาสทองครั้งสำคัญในการพลิกโฉมผลผลิตจากภาคเกษตรกรรมและสินค้า OTOP ของไทย ให้กลายเป็น &ldquo;ของขวัญระดับพรีเมียม&rdquo; ผ่านการขับเคลื่อนด้วยกลไกการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และการบริหารจัดการสมัยใหม่ อันจะนำไปสู่การกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม</p>

<h2 data-path-to-node="5">1. จากไร่นาสู่ตะกร้าของขวัญ: พลิกโฉมสินค้าเกษตรและ OTOP ด้วยแนวคิด &ldquo;Premium &amp; Smart&rdquo;</h2>

<p data-path-to-node="6">หนึ่งในปัญหาเรื้อรังของสินค้าเกษตรและ OTOP ในอดีตคือ ปริมาณสินค้าที่ล้นตลาดในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวและการขาดมูลค่าเพิ่ม ทว่าในเดือนธันวาคมซึ่งเป็นช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตสำคัญ เช่น ข้าวหอมมะลิใหม่ต้นฤดู และผลไม้เมืองหนาว การนำแนวคิด <b data-index-in-node="224" data-path-to-node="6">&quot;เกษตรอัจฉริยะ&quot; (Smart Farming)</b> และเทคโนโลยีการแปรรูปเข้ามาใช้ สามารถเปลี่ยน &ldquo;สินค้าโภคภัณฑ์&rdquo; (Commodity) ให้กลายเป็น &ldquo;สินค้านวัตกรรมพรีเมียม&rdquo; (Premium Value Product) ได้อย่างน่าทึ่ง</p>

<ul data-path-to-node="7">
	<li>
	<p data-path-to-node="7,0,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="7,0,0">Storytelling และอัตลักษณ์ชุมชน:</b> การสร้างมูลค่าไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ตัวสินค้า แต่รวมถึงการบอกเล่าเรื่องราว เช่น ข้าวอินทรีย์ที่ปลูกด้วยระบบควบคุมน้ำอัจฉริยะเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือผ้าทอพื้นเมือง OTOP ที่ย้อมด้วยสีธรรมชาติจากเปลือกไม้ในท้องถิ่น เรื่องราวเหล่านี้ตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ที่ยินดีจ่ายแพงขึ้นเพื่อสนับสนุนสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม</p>
	</li>
	<li>
	<p data-path-to-node="7,1,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="7,1,0">Smart Packaging (บรรจุภัณฑ์อัจฉริยะ):</b> บรรจุภัณฑ์มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนสินค้าชุมชนให้เป็นของขวัญปีใหม่ การออกแบบแพ็กเกจจิ้งให้มีความร่วมสมัย พกพาง่าย และการนำเทคโนโลยี เช่น <b data-index-in-node="174" data-path-to-node="7,1,0">QR Code บนฉลาก</b> ที่สแกนแล้วสามารถบอกเล่าเรื่องราว (Traceability) ตั้งแต่พิกัดฟาร์มที่ปลูก หน้าตาของเกษตรกรผู้ผลิต ไปจนถึงใบรับรองมาตรฐานความปลอดภัย สิ่งเหล่านี้ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นและยกระดับสินค้าสู่ระดับสากล</p>
	</li>
</ul>

<h2 data-path-to-node="8">2. ท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์: สะพานเชื่อมโยงผู้บริโภคสู่เม็ดเงินฐานราก</h2>

<p data-path-to-node="9">การจะส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนให้ยั่งยืน ไม่อาจพึ่งพาเพียงช่องทางการจำหน่ายแบบเดิมได้ การใช้ <b data-index-in-node="89" data-path-to-node="9">&ldquo;ภาคการท่องเที่ยว&rdquo; เป็นหัวเจาะ</b> ในช่วง High Season เดือนธันวาคม ถือเป็นกลยุทธ์แบบผสานพลัง (Synergy) ที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด เพราะเป็นการดึงผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อเข้ามาหาแหล่งผลิตโดยตรง</p>

<ul data-path-to-node="10">
	<li>
	<p data-path-to-node="10,0,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="10,0,0">ประสบการณ์ Farm-to-Table:</b> ชุมชนสามารถออกแบบกิจกรรมท่องเที่ยวที่ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสวิถีเกษตรสมัยใหม่ เช่น การท่องเที่ยวชมสมาร์ทฟาร์มเมลอน การทดลองเก็บสตรอว์เบอร์รีอินทรีย์ หรือการร่วมรับประทานอาหารมื้อพิเศษที่ปรุงจากวัตถุดิบท้องถิ่นสดๆ จากไร่ (Farm-to-Table) การส่งมอบ &quot;ประสบการณ์&quot; เช่นนี้จะสร้างความผูกพันระหว่างผู้บริโภคกับชุมชน ทำให้เกิดการซื้อซ้ำในระยะยาว</p>
	</li>
	<li>
	<p data-path-to-node="10,1,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="10,1,0">เศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชน (Local Circular Economy):</b> เมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางมา &ldquo;ชิม&rdquo; อาหารในท้องถิ่น และ &ldquo;เที่ยว&rdquo; ในชุมชน เม็ดเงินจะกระจายไปยังโฮมสเตย์ มัคคุเทศก์ท้องถิ่น และรถรับจ้าง ก่อนจะนำไปสู่การ &ldquo;ชอป&rdquo; สินค้า OTOP และผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปกลับไปเป็นของขวัญ เม็ดเงินหมุนเวียนนี้จะตกอยู่กับคนในพื้นที่โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง</p>
	</li>
</ul>

<h2 data-path-to-node="11">3. ดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง: ขยายหน้าร้านชุมชนสู่ตลาดไร้พรมแดน</h2>

<p data-path-to-node="12">แม้การท่องเที่ยวในพื้นที่ (On-site) จะสร้างประสบการณ์ที่ดีเยี่ยม แต่ข้อจำกัดด้านเวลาและระยะทางอาจทำให้เข้าถึงคนได้ไม่ทั้งหมด ชุมชนและ SME ยุคใหม่จึงต้องใช้ระบบ <b data-index-in-node="160" data-path-to-node="12">O2O (Online-to-Offline)</b> เพื่อส่งต่อความสุขในเทศกาลปีใหม่</p>

<ul data-path-to-node="13">
	<li>
	<p data-path-to-node="13,0,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="13,0,0">E-Commerce และการจับคู่ธุรกิจ:</b> การจัดทำ &quot;E-Catalog กระเช้าของขวัญ OTOP ชุมชน&quot; บนแพลตฟอร์มออนไลน์ หรือการเชื่อมโยงกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเพื่อจำหน่ายเป็นของขวัญพรีเมียมขององค์กร (Corporate Gifts)</p>
	</li>
	<li>
	<p data-path-to-node="13,1,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="13,1,0">Live Commerce จากแหล่งผลิต:</b> การให้เกษตรกรหรือคนในชุมชนลุกขึ้นมาไลฟ์สดนำเสนอความสวยงามของชุมชนหน้าหนาว ควบคู่กับการขายสินค้า OTOP เป็นการสร้างความบันเทิงและการรับรู้ (Awareness) ที่เข้าถึงผู้บริโภคยุคดิจิทัลได้อย่างรวดเร็ว</p>
	</li>
</ul>

<h2 data-path-to-node="15">📌 บทสรุป (Conclusion)</h2>

<p data-path-to-node="16">การขับเคลื่อนหัวข้อ <b data-index-in-node="20" data-path-to-node="16">&ldquo;ชิม ชอป เที่ยวท้องถิ่น: เปลี่ยนผลผลิต OTOP เป็นของขวัญ เดินทางสร้างรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก&rdquo;</b> ในเดือนธันวาคม ไม่ใช่เพียงแค่กิจกรรมส่งเสริมการขายชั่วคราวในช่วงเทศกาล แต่เป็นโมเดลต้นแบบของการบูรณาการระหว่าง <b data-index-in-node="225" data-path-to-node="16">เทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ ความคิดสร้างสรรค์ในสินค้า OTOP และเสน่ห์ของการท่องเที่ยวไทย</b></p>

<p data-path-to-node="17">เมื่อเราสามารถเปลี่ยนผลผลิตทางการเกษตรและงานหัตถกรรมให้กลายเป็นของขวัญปีใหม่ที่มีมูลค่าสูงได้สำเร็จ และใช้การท่องเที่ยวเป็นแรงดึงดูดให้เกิดการเดินทางกระจายรายได้ เม็ดเงินเหล่านั้นจะทำหน้าที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานราก ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ และทำให้รอยยิ้มของเกษตรกรและชุมชนไทยเบ่งบานได้อย่างยั่งยืนต้อนรับปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://queensirikit.prd.go.th/th/file/get/file/20260617037988f187f375b3af9f8224cfce55ba085801.png' type='image/png' length='636116' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เช็กให้ชัวร์! ระวัง "หมอดูออนไลน์" หลอกให้โอนเงิน รู้ทันกลโกงก่อนตกเป็นเหยื่อ]]></title>
<link>https://queensirikit.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/514005</link>
<guid isPermaLink="false">c22cb9301e9fd3037d7b476c66f883e8</guid>
<pubDate>Thu, 18 Jun 2026 14:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ปัจจุบันการดูดวงออนไลน์ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะสะดวก รวดเร็ว และสามารถเข้าถึงหมอดูได้ผ่านสื่อสังคมออนไลน์หรือแอปพลิเคชันต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม ความนิยมดังกล่าวก็กลายเป็นช่องทางที่มิจฉาชีพนำมาใช้หลอกลวงประชาชน โดยแอบอ้างเป็นหมอดูหรือผู้มีญาณวิเศษ หลอกให้ผู้เสียหายโอนเงินด้วยเหตุผลต่าง ๆ จนสูญเสียทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก</p>

<p>หลายกรณีเริ่มต้นจากการพูดคุยที่ดูน่าเชื่อถือ ก่อนจะค่อย ๆ สร้างความหวาดกลัวหรือความหวัง เพื่อโน้มน้าวให้โอนเงินเพิ่มอย่างต่อเนื่อง</p>

<h3 data-path-to-node="4">🔮<strong> 3 กลโกงยอดฮิต: มุกเด็ดที่มิจฉาชีพใช้ล่อลวง</strong></h3>

<p data-path-to-node="5">มิจฉาชีพมักใช้จิตวิทยาความกลัวและความโลภของมนุษย์มาเป็นเครื่องมือ โดยมีแพทเทิร์นหลักๆ ดังนี้:</p>

<ul data-path-to-node="6">
	<li>
	<p data-path-to-node="6,0,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="6,0,0">ทักว่าดวงตก/มีเคราะห์หนัก (สร้างความกลัว):</b> มักจะเริ่มต้นด้วยค่าครูราคาถูกหลักสิบหลักร้อยเพื่อดึงดูดคน แต่พอเริ่มดูปุ๊บ จะทักทันทีว่า <i data-index-in-node="133" data-path-to-node="6,0,0">&ldquo;ดวงกำลังถึงฆาต&rdquo; &ldquo;มีเจ้ากรรมนายเวรตามอาฆาต&rdquo;</i> หรือ <i data-index-in-node="182" data-path-to-node="6,0,0">&ldquo;คนที่บ้านกำลังจะประสบอุบัติเหตุ&rdquo;</i> เมื่อเหยื่อตกใจและขาดสติ ก็เข้าทางทันที</p>
	</li>
	<li>
	<p data-path-to-node="6,1,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="6,1,0">เสนอพิธีกรรมแก้เคล็ด/สะเดาะเคราะห์ (รีดไถเงิน):</b> หลังจากสร้างความกลัว หมอดูจะเสนอตัวเป็นผู้ช่วย โดยอ้างว่าต้องทำพิธีต่อดวงชะตา บูชาเทพเจ้า หรือซื้อวัตถุมงคลราคาสูงลิ่ว โดยมักอ้างว่า <b data-index-in-node="181" data-path-to-node="6,1,0">&quot;ต้องรีบทำตอนนี้ ไม่งั้นจะสายเกินไป&quot;</b></p>
	</li>
	<li>
	<p data-path-to-node="6,2,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="6,2,0">เลี้ยงไข้และข่มขู่:</b> หากเหยื่อเริ่มโอนเงินครั้งแรกแล้ว มิจฉาชีพจะบอกว่า <i data-index-in-node="71" data-path-to-node="6,2,0">&ldquo;พิธียังไม่สมบูรณ์&rdquo;</i> หรือ <i data-index-in-node="96" data-path-to-node="6,2,0">&ldquo;เคราะห์ใหญ่กว่าที่คิด ต้องโอนเพิ่ม&rdquo;</i> หากเหยื่อเริ่มไหวตัวทันและจะขอหยุด หมอดูจะใช้คำขู่ เช่น <i data-index-in-node="189" data-path-to-node="6,2,0">&ldquo;ถ้าหยุดทำพิธีกลางคัน ของจะเข้าตัว หรือครอบครัวจะเป็นวิบัติ&rdquo;</i> จนเหยื่อยอมโอนเงินต่อเพราะความกลัว</p>
	</li>
</ul>

<h3 data-path-to-node="12">🛡️ <strong>คาถาป้องกันตัว: ดูดวงอย่างไรไม่ให้ถูกหลอก?</strong></h3>

<p data-path-to-node="13">เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพในคราบนักบุญ ควรยึดหลักปฏิบัติเหล่านี้</p>

<ol data-path-to-node="14" start="1">
	<li>
	<p data-path-to-node="14,0,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="14,0,0">ตั้งสติเมื่อถูกทักเรื่องร้าย:</b> หมอดูที่ดีจะบอกแนวทางแก้ไขเพื่อให้ระวังตัว ไม่ใช่ชี้นำให้ทำพิธีราคาแพง หากถูกทักว่าจะมีคนตายหรือเคราะห์ร้าย ให้ตั้งสติและตระหนักไว้ก่อนเลยว่า <b data-index-in-node="172" data-path-to-node="14,0,0">&quot;อาจเจอแก๊งต้มตุ๋น&quot;</b></p>
	</li>
	<li>
	<p data-path-to-node="14,1,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="14,1,0">ไม่มีการโอนเงินเพื่อทำพิธีล่วงหน้า:</b> พิธีกรรมที่ต้องใช้เงินหลักหมื่นหลักแสน โดยอ้างว่าจะคืนให้ทีหลัง หรือต้องโอนไปซื้อของทำพิธีที่มองไม่เห็น <b data-index-in-node="140" data-path-to-node="14,1,0">ให้ปฏิเสธทันที</b></p>
	</li>
	<li>
	<p data-path-to-node="14,2,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="14,2,0">เช็กประวัติและรีวิว:</b> ตรวจสอบชื่อ-นามสกุล หรือบัญชีธนาคารในเว็บไซต์เช็กคนโกง (เช่น Blacklistseller) ก่อนโอนเงินทุกครั้ง และดูรีวิวจากผู้ใช้งานจริงที่ไม่ใช่หน้าม้า</p>
	</li>
	<li>
	<p data-path-to-node="14,3,0"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="14,3,0">เก็บหลักฐาน:</b> หากหลงโอนไปแล้ว ให้รีบแคปหน้าจอแชท สลิปโอนเงิน และโปรไฟล์ของหมอดูคนนั้นไว้ เพื่อนำไปแจ้งความดำเนินคดีข้อหาฉ้อโกงประชาชนทันที</p>
	</li>
</ol>

<h3 data-path-to-node="8">⚠️ เคสตัวอย่าง: บทเรียนราคาแพงจาก &quot;ความกลัว&quot;</h3>

<blockquote data-path-to-node="9">
<p data-path-to-node="9,0"><span style="font-size:24px;"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="9,0">เคสที่ 1: &quot;ค่าครู 99 บาท สู่ยอดสูญเสียครึ่งล้าน&quot;</b> หญิงสาวรายหนึ่งเห็นโฆษณาดูดวงใน Facebook ค่าครูเพียง 99 บาท จึงลองทักไป หมอดูทักแม่นยำเรื่องอดีต (ซึ่งจริงๆ แอบส่องจากโปรไฟล์) ก่อนจะทักว่าดวงชะตากำลังมีเคราะห์หนัก ขอมูลค่าทำพิธีแก้กรรมครั้งแรก 5,000 บาท ต่อมาหมอดูอ้างว่าเจ้ากรรมนายเวรแรงมาก ต้องซื้อ &quot;ทองคำ&quot; มาทำพิธีหนุนดวง แล้วจะคืนให้หลังเสร็จพิธี เหยื่อหลงเชื่อโอนเงินซื้อทองและค่าพิธีต่อเนื่องรวมกว่า 500,000 บาท สุดท้ายหมอดูบล็อกหนีหาย</span></p>
</blockquote>

<blockquote data-path-to-node="10">
<p data-path-to-node="10,0"><span style="font-size:24px;"><b data-index-in-node="0" data-path-to-node="10,0">เคสที่ 2: &quot;ทำพิธีแก้กรรม ทำน้ำมันพรายเรียกสามี&quot;</b> มีปัญหาชีวิตคู่หลงเชื่อเพจหมอดูชื่อดังหลังทักดวงแม่นยำ ก่อนถูกหมอดูใช้จิตวิทยาความกลัวข่มขู่ว่าดวงตกหนักถึงขั้นเสียชีวิต เพื่อบังคับให้โอนเงินทำพิธีแก้กรรมต่อเนื่องนานหลายปี โดยที่เธอไม่เคยเจอตัวจริงและต้องโอนเงินผ่านบัญชีบุคคลอื่นรวม 5 บัญชี จนสูญเงินจากการกู้หนี้ยืมสินและหลอกลวงคนอื่นมารวมกว่า 40 ล้านบาท ทำให้เกิดความเครียดจัดจนเกือบคิดสั้น ก่อนจะตัดสินใจนำหลักฐานสลิปโอนเงินเข้าร้องเรียน&nbsp;<i data-index-in-node="337" data-path-to-node="10,0">&rdquo;</i></span></p>
</blockquote>

<p data-path-to-node="14,3,0">การดูดวงเป็นความเชื่อส่วนบุคคลและไม่ใช่สิ่งผิด แต่การใช้ความเชื่อมาเป็นเครื่องมือหลอกลวงให้โอนเงิน ถือเป็นกลโกงที่สร้างความเสียหายแก่ประชาชนจำนวนมาก สิ่งสำคัญคือไม่ควรหลงเชื่อคำกล่าวอ้างที่สร้างความกลัวหรือรับประกันผลลัพธ์เกินจริง ควรตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบ และตัดสินใจด้วยเหตุผลทุกครั้งก่อนโอนเงิน เพราะ &quot;<strong>สติ</strong>&quot; คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในการรับมือกับมิจฉาชีพออนไลน์</p>
]]></description>
<enclosure url='https://queensirikit.prd.go.th/th/file/get/file/2026061832712559938c44256ed49b97f963c532151302.png' type='image/png' length='1268519' />
</item>
</channel>
</rss>
