กรมควบคุมโรค เตรียมหารือ กต. ป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาจากพื้นที่เสี่ยง เฝ้าระวังไทยพบผู้ป่วยโควิด 19สายพันธุ์ NB.1.8.1 ยังไม่กระจายหรือรุนแรง

📌บทสรุป

นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า องค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา สายพันธุ์ Bundibugyo ebolavirus (BVD) ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและสาธารณรัฐยูกันดา เป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2569 โดยปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ และสถานการณ์การระบาดในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา เป็นโรคติดเชื้อไวรัสรุนแรงกลุ่ม “ไข้เลือดออกจากไวรัส” เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยมี “ค้างคาวผลไม้” เป็นแหล่งรังโรค และสามารถแพร่จากคนสู่คนได้ แจ้งเตือนประชาชนที่มีแผนเดินทางไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและสาธารณรัฐยูกันดา ให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากเดินทางกลับประเทศไทยแล้วมีอาการไข้สูงเฉียบพลัน ปวดหัวรุนแรง ภายใน 3 สัปดาห์ (21 วัน) ให้รีบพบแพทย์ทันที สำหรับวิธีป้องกันให้ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงการสัมผัสค้างคาวผลไม้ ลิง และสารคัดหลั่งผู้ป่วย

📌โดยกรมควบคุมโรค เตรียมหารือร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อกำหนดแนวทางการเดินทาง การแยกกัก กักกัน และคุมไว้สังเกตผู้เดินทางจากประเทศพื้นที่เสี่ยงโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา ย้ำว่าประเทศไทยมีระบบเฝ้าระวังและมาตรการรองรับอย่างใกล้ชิด สำหรับสถานการณ์โรคติดเชื้อโควิด 19 ในประเทศไทย เป็นสายพันธุ์ NB.1.8.1 ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรค (DDS) ณ วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 พบผู้ป่วยโควิด 19 สะสม 3,642 ราย เสียชีวิต 1 ราย ยังไม่พบหลักฐานว่าทำให้เกิดการกระจายของโรคอย่างรวดเร็วหรือโรครุนแรงมากขึ้น เน้นย้ำประชาชนเฝ้าระวังสังเกตอาการตนเอง และปฏิบัติตามมาตรการป้องกันอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงเด็กเล็ก และกลุ่มเสี่ยง 608 หากจำเป็นต้องเข้าไปในพื้นที่ที่มีคนหมู่มากหรือแออัด ควรสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา และล้างมือบ่อย ๆ หากมีอาการป่วยให้รีบไปพบแพทย์

📌รายละเอียด

(24 พ.ค. 69) โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา เป็นโรคติดเชื้อไวรัสรุนแรงกลุ่ม “ไข้เลือดออกจากไวรัส” (Viral Hemorrhagic Fever) เกิดจากเชื้อไวรัสในสกุล Orthoebolavirus ซึ่งอยู่ในตระกูล Filoviridae พบการระบาดส่วนใหญ่อยู่ในทวีปแอฟริกา ที่ผ่านมาการระบาดยังจำกัดอยู่ในแอฟริกาเป็นหลัก เนื่องจากผู้ป่วยมักมีอาการรุนแรงจนไม่สามารถเดินทางได้ โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยมี “ค้างคาวผลไม้” เป็นแหล่งรังโรค และสามารถแพร่จากคนสู่คนได้ โดยปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ

📌นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า องค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา สายพันธุ์ Bundibugyo ebolavirus (BVD) ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและสาธารณรัฐยูกันดา เป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2569 และสถานการณ์การระบาดในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ส่งผลให้หลายประเทศเพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวังผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยง สำหรับการคัดกรองผู้เดินทางของประเทศไทยที่มาจากเขตติดโรคอีโบลา ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 พบผู้เดินทางจากเขตติดโรคอีโบลาเข้าประเทศไทยจำนวน 10 คน โดยเดินทางจากสาธารณรัฐยูกันดา 8 คน และสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก 2 คน ซึ่งทั้งหมดผ่านการคัดกรองอาการป่วยแล้ว ไม่มีอาการใด ๆ เจ้าหน้าที่ได้ออกคำสั่งคุมไว้สังเกตทั้งหมด โดยต้องรายงานอาการป่วยต่อเนื่องจนครบ 21 วัน

📌โดยกรมควบคุมโรคได้นำเสนอแนวทางการแยกกัก กักกัน และการคุมไว้สังเกตผู้เดินทางมาจากหรือผ่านประเทศที่ประกาศให้เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย กรณีโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา ต่อคณะกรรมการด้านวิชาการ ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ซึ่งคณะกรรมการฯ มีมติเห็นควรให้กำหนดแนวทางสำคัญ 4 ประเด็น ได้แก่ 1) ผู้เดินทางจากหรือผ่านสาธารณรัฐยูกันดา ที่ไม่มีอาการป่วย จะถูกคุมไว้สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด และต้องรายงานตัวต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ อย่างน้อย 21 วัน 2) ผู้เดินทางจากหรือผ่านสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก แม้ไม่มีอาการป่วย จะต้องเข้ารับการกักกันในสถานที่ที่กำหนด อย่างน้อย 21 วัน เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีการระบาดและมีความเสี่ยงสูง 3) ผู้เดินทางจากหรือผ่านสาธารณรัฐยูกันดา หรือสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ที่มีอาการเข้าข่ายโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา จะถูกแยกกักในสถานพยาบาลที่กำหนด อย่างน้อย 21 วัน และ 4) กรมควบคุมโรคจะติดตามและประเมินสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับปรุงมาตรการให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์

กรมควบคุมโรค ขอเตือนประชาชนชาวไทยที่มีแผนเดินทางไปยังประเทศเขตติดโรคติดต่ออันตราย โดยเฉพาะสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและสาธารณรัฐยูกันดา ให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและหลีกเลี่ยงการเดินทางหากไม่มีความจำเป็น หากจำเป็นต้องเดินทางควรปฏิบัติตามคำแนะนำด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด และหากเดินทางกลับประเทศไทยแล้วมีอาการผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่ ไข้สูงเฉียบพลัน ปวดหัวรุนแรง ร่างกายอ่อนเพลีย คลื่นไส้อาเจียน ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เลือดออกผิดปกติทั้งภายในและภายนอกร่างกายภายใน 3 สัปดาห์ (21 วัน) ให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้อื่นและรีบพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติการเดินทาง สำหรับการป้องกัน ให้ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์ งดการเดินทาง หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่า เช่น ค้างคาวผลไม้ และลิง หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารคัดหลั่งผู้ป่วย (เลือด น้ำลาย อสุจิ เสมหะ)

ขณะนี้กรมควบคุมโรคอยู่ระหว่างเตรียมการหารือกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อพิจารณาข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะในมิติด้านการต่างประเทศ เพื่อให้มาตรการป้องกันและควบคุมโรคของประเทศไทยมีความเหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์ระหว่างประเทศ และสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ยืนยันว่า ประเทศไทยมีความพร้อมในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และตอบโต้ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข และจะปรับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยด้านสุขภาพแก่ประชาชน

📌นอกจากนี้ กรมควบคุมโรค ยังพบข้อมูลจาก Communicable Diseases Agency Singapore ณ วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 กล่าวถึงสถานการณ์โรคติดเชื้อโควิด 19 โดยระบุว่า ระหว่างวันที่ 10 - 16 พฤษภาคม 2569 พบผู้ติดเชื้อ 12,700 ราย เพิ่มจากสัปดาห์ก่อนที่พบประมาณ 8,000 ราย ผู้ป่วยนอนโรงพยาบาลเฉลี่ยต่อวันเพิ่มจาก 56 ราย เป็น 73 ราย ผู้ป่วย ICU เฉลี่ยประมาณ 1 รายต่อวัน โดยสายพันธุ์ที่ระบาดสายพันธุ์หลักคือ NB.1.8.1

พบมากกว่าครึ่งของผู้ป่วยที่ตรวจพบในประเทศ สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย ปี 2569 ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรค (DDS) ณ วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 พบผู้ป่วยโควิด 19 สะสม 3,642 ราย เสียชีวิต 1 ราย ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอายุ 30 - 35 ปี รองลงมาเป็น 60 ปีขึ้นไป และอายุ 20 - 29 ปี ตามลำดับ ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา พบการรายงานผู้ป่วยเพิ่มขึ้นแต่ยังคงต่ำกว่ามัธยฐาน 5 ปีย้อนหลัง สำหรับสายพันธุ์เชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ในประเทศไทย ข้อมูลจากสถาบันวิจัยสาธารณสุขกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ข้อมูลระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2568 - 23 เมษายน 2569 พบสายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์หลักที่มีการระบาดในประเทศไทย คิดเป็น 50.95% จากตัวอย่างที่ตรวจพบ JN.1 (24.97%), XEC (9.14%) ในปี 2568 พบว่า จำนวนผู้ป่วยและการระบาดเป็นกลุ่มก้อนเพิ่มสูงในช่วงเดือนเมษายน ถึงมิถุนายน และจากการเฝ้าระวังสายพันธุ์เชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ในประเทศไทย พบสายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์หลักในการแพร่ระบาดในช่วงเวลาเดียวกัน สายพันธุ์ NB.1.8.1 พบการกลายพันธุ์ในตำแหน่งโปรตีนหนามหลายจุดที่เพิ่มเติมจากสายพันธุ์ JN.1 ทำให้มีความสามารถในการแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น และหลบภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น แต่ยังไม่มีหลักฐานว่าทำให้เกิดโรครุนแรงมากขึ้น

นายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า สถานการณ์ในประเทศไทยโรคโควิด 19เป็นโรคประจำถิ่นหรือโรคติดต่อที่พบได้ตามฤดูกาล แม้ว่าความรุนแรงของโรค และแนวโน้มการแพร่ระบาดลดลง แต่ยังต้องรักษามาตรการที่สำคัญ เน้นมาตรการทางสังคมที่สมดุลกับชีวิตวิถีใหม่ เน้นย้ำการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคโควิด 19 อย่างเคร่งครัด โดยเน้นรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล ดังนี้

🔹️1. ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่และน้ำ หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ ก่อนรับประทานอาหารและเครื่องดื่ม หลังเข้าห้องน้ำ หรือหลังสัมผัสบริเวณที่มีการสัมผัสร่วมกันจำนวนมาก เช่น ลูกบิดประตู ราวบันได

🔹️2. เมื่อไอ/จาม ต้องปิดปากปิดจมูกด้วยผ้าหรือทิชชู ทุกครั้ง

🔹️3. หลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่ที่มีคนหมู่มากหรือแออัด หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา

🔹️4. หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดผู้มีอาการป่วยระบบทางเดินหายใจ เพื่อลดความเสี่ยงในการสัมผัสเชื้อ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง 608 ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว ซึ่งหากป่วยอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้

🔹️5. หากมีอาการสงสัยป่วย เช่น มีไข้ ไอ น้ำมูก ควรตรวจหาเชื้อเบื้องต้นด้วย ATK และหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้อื่น โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเล็ก กลุ่มผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว เพื่อไม่เป็นการนำเชื้อกลับไปติดกลุ่มเสี่ยงที่บ้าน หากผลเป็นบวกให้รีบไปพบแพทย์ และประชาชนสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar