นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานเปิดงาน “Driven by Tech, Empowered by Standard : เทคโนโลยีขับเคลื่อนธุรกิจมาตรฐานโลจิสติกส์ กำหนดอนาคต” โดยงานดังกล่าวกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) จัดขึ้นเพื่อประชาสัมพันธ์และรายงานผลการดำเนินโครงการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศบริหารจัดการขนส่งสินค้าทางถนน (DLT-TMS) พร้อมมอบโล่เกียรติคุณให้แก่ผู้ได้รับการรับรองมาตรฐานคุณภาพบริการขนส่งด้วยรถบรรทุก (Q Mark) ประจำปี พ.ศ. 2569 จำนวน 36 ราย เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติ สร้างความภาคภูมิใจในการเป็นต้นแบบของการให้บริการขนส่งด้วยรถบรรทุก และมีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านการพัฒนาและส่งเสริมผู้ประกอบการขนส่งสินค้าร่วมกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ส่งเสริมให้พันธมิตรคู่ค้าของไปรษณีย์ไทยเข้าสู่ระบบรับรองมาตรฐานและพัฒนาองค์ความรู้ด้านขนส่งสินค้าทางถนนร่วมกัน ตลอดจนมีการจัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “พลิกโฉมธุรกิจขนส่งไทย : ลดต้นทุนด้วยเทคโนโลยี สร้างโอกาสด้วยมาตรฐาน” โดยมี นายสืบพงษ์ ไพศาลวัฒนา ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการขนส่งทางบก นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดี ขบ. ผู้ประกอบการขนส่ง ผู้แทนจากสมาคมด้านโลจิสติกส์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงาน ในวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องพระพรหม โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า การขนส่งและระบบโลจิสติกส์เป็นธุรกิจที่มีความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน ทั้งผู้ผลิต ผู้ค้าปลีก ผู้นำเข้าส่งออก และผู้บริโภค สำหรับประเทศไทยนั้น ยังคงพึ่งพาการขนส่งสินค้าทางถนนเป็นหลัก คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 80 ของการขนส่งทั้งหมดภายในประเทศ รัฐบาลและกระทรวงคมนาคม มีความมุ่งมั่นในการยกระดับการขนส่งทางถนนอย่างต่อเนื่อง ได้ดำเนินนโยบายต่อยอดการพัฒนาระบบดิจิทัลภาครัฐ (Digital Government) โดยการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมายกระดับระบบการขนส่งทางถนนและระบบโลจิสติกส์ ให้มีความทันสมัย สะดวก และปลอดภัย เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน สำหรับโครงการพัฒนาระบบ DLT-TMS ของ ขบ. ถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาระบบบริการดิจิทัลภาครัฐในภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ โดยมุ่งเน้นการสร้างฐานข้อมูลที่เอื้อให้ผู้ประกอบการขนส่งสามารถนำไปปรับใช้ในการพัฒนาศักยภาพการให้บริการ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ขณะเดียวกันภาครัฐยังสามารถนำข้อมูลจากระบบดังกล่าวมาวิเคราะห์และวางแผน เพื่อกำหนดนโยบายการขนส่งสินค้าทางถนนได้อย่างแม่นยำและเกิดประสิทธิผลสูงสุด
นอกจากนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มอบนโยบายให้ ขบ. ดำเนินมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่งในช่วงวิกฤตพลังงานที่ยังมีความผันผวน จากเหตุการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมุ่งไปที่การปรับสูตรคำนวณอัตราค่าขนส่งและค่าโดยสารให้สอดคล้องและสะท้อนกับความเป็นจริงมากที่สุด ภายใต้การควบคุมของ ขบ. ซึ่งต้องอยู่ในเกณฑ์ที่เป็นธรรมทั้งผู้ประกอบการและผู้โดยสาร รวมถึงแนวการแก้ปัญหารถตีเที่ยวเปล่า โดย ขบ. จะเข้าไปมีส่วนช่วยบริหารจัดการเพื่อเพิ่มโอกาสให้กับผู้ประกอบการ ในการหารายได้และให้ประชาชนผู้รับบริการมีโอกาสที่จะได้รับบริการที่ราคาถูกลง ทั้งนี้ สำหรับมาตรการในอนาคต กระทรวงคมนาคม และ ขบ. ได้เตรียมแผนเสนอโครงการรถเก่าแลกใหม่ สำหรับรถบรรทุกและรถโดยสารสาธารณะ ต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณา เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อันเป็นการส่งเสริมการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดี ขบ. เปิดเผยว่า ขบ. ได้เดินหน้ายกระดับการให้บริการขนส่งสินค้า โดยการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบมาตรฐานคุณภาพบริการขนส่งด้วยรถบรรทุก หรือ Q Mark ซึ่งเป็นกลไกหลักในการบริหารจัดการขนส่ง ให้มีความปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยปัจจุบันมีผู้ประกอบการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานแล้วจำนวน 462 ราย ครอบคลุมจำนวนรถบรรทุกกว่า 64,000 คัน ทั้งนี้ การพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศด้านการบริหารจัดการขนส่งและการเข้าถึงข้อมูล จะเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยปรับปรุงโครงสร้างต้นทุน และสร้างความคุ้มค่าให้แก่ภาคการขนส่ง ขบ. จึงได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พัฒนาระบบ DLT-TMS (Transport Management System) เพื่อเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการขนส่งของไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ให้สามารถเข้าถึงข้อมูลด้านการขนส่งทางถนนที่จำเป็น อาทิ ระบบการวางแผนการขนส่งสินค้าทางถนน ระบบบริการข้อมูลผู้ประกอบการ และสถิติการขนส่งสินค้า ทางถนน โดย ขบ. ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนและพัฒนาระบบการขนส่งสินค้าทางถนนอย่างต่อเนื่อง โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เป็นกลไกหลักในการพัฒนาทุกมิติ เพื่อให้ระบบการขนส่งสินค้าทางถนนและโลจิสติกส์ของประเทศไทยมีประสิทธิภาพ เสริมศักยภาพการแข่งขัน และก้าวสู่อนาคตที่มั่นคงและยั่งยืน
ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/163754