ทุกวันที่ 21 กันยายนของทุกปี เป็น “วันสันติภาพสากล” (International Day of Peace) วันที่องค์การสหประชาชาติ (United Nations: UN) กำหนดขึ้นเพื่อส่งเสริมอุดมการณ์แห่งสันติภาพ ทั้งภายในประเทศ ระหว่างประเทศ และระหว่างประชาชนทุกกลุ่ม พร้อมทั้งเป็นโอกาสให้คนทั่วโลกร่วมกันตระหนักถึงคุณค่าของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ปราศจากความรุนแรงและความขัดแย้ง
ในปี 2569 (2026) วันสันติภาพสากลมีแนวคิด “Invest in Peace: For Everyone, Everywhere, Every Day” หรือ “ลงทุนในสันติภาพ เพื่อทุกคน ทุกแห่งหน ทุกวัน” สะท้อนแนวคิดว่าสันติภาพไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมและการลงมือทำของทุกคน ตั้งแต่ระดับบุคคล ชุมชน ไปจนถึงรัฐบาลและประชาคมระหว่างประเทศ
วันสันติภาพสากลมีจุดเริ่มต้นจากมติของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ มติที่ 36/67 เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2524 ซึ่งกำหนดให้วันเปิดการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในเดือนกันยายนเป็นวันสันติภาพสากล เพื่อรำลึกและส่งเสริมอุดมการณ์แห่งสันติภาพทั้งภายในและระหว่างประเทศและประชาชน โดยเริ่มจัดขึ้นครั้งแรกในเดือนกันยายน 2525
ต่อมาในปี 2544 (2001) สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้มีมติ 55/282 กำหนดให้วันที่ 21 กันยายนของทุกปี เป็นวันสันติภาพสากลอย่างถาวร และที่สำคัญคือกำหนดให้วันนี้เป็น วันแห่งการไม่ใช้ความรุนแรงและการหยุดยิงทั่วโลก (global ceasefire and non-violence) พร้อมเชิญชวนทุกประเทศและประชาชนทั่วโลกให้ร่วมกันยุติการสู้รบและการกระทำที่เป็นปรปักษ์ในวันดังกล่าว
ท่ามกลางความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของโลก การหยุดยิงมีความสำคัญมากกว่าการหยุดการใช้อาวุธชั่วคราว เพราะช่วงเวลาที่เสียงปืนสงบลงสามารถเปิดพื้นที่ให้เกิด การเจรจา การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม การคุ้มครองประชาชน และการแสวงหาทางออกทางการเมืองโดยสันติวิธี
สันติภาพจึงไม่ได้หมายถึงเพียง “การไม่มีสงคราม” แต่ยังหมายถึงการที่ผู้คนสามารถดำรงชีวิตได้อย่างปลอดภัย มีศักดิ์ศรี มีโอกาส และสามารถอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่างได้ องค์การสหประชาชาติเน้นย้ำว่าสันติภาพที่ยั่งยืนต้องอาศัยการสร้างความไว้วางใจ การเคารพสิทธิมนุษยชน การเจรจา และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี
เมื่อเกิดความขัดแย้ง ผู้ที่ได้รับผลกระทบไม่ได้มีเพียงคู่ขัดแย้ง แต่ยังรวมถึงประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบางที่อาจต้องเผชิญกับการสูญเสียชีวิต บ้านเรือน การดำรงชีวิต การศึกษา และโอกาสทางเศรษฐกิจ
การยุติความรุนแรงจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ทุกคน เพราะเมื่อความรุนแรงลดลง ย่อมเปิดโอกาสให้ความช่วยเหลือสามารถเข้าถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบ ให้ครอบครัวสามารถกลับมาใช้ชีวิต ให้เด็กสามารถกลับเข้าสู่ห้องเรียน และให้สังคมสามารถเริ่มต้นกระบวนการฟื้นฟูและสร้างความไว้วางใจขึ้นใหม่
ด้วยเหตุนี้ วันสันติภาพสากลจึงไม่ได้เป็นเพียงวันสำหรับการกล่าวถึง “สันติภาพ” แต่เป็นวันที่ประชาคมโลกถูกเชิญชวนให้ หยุดความรุนแรง หยุดการสู้รบ และสร้างพื้นที่สำหรับการพูดคุยและการแก้ไขความขัดแย้งอย่างสันติ
แม้การยุติสงครามและความขัดแย้งระหว่างประเทศจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลและผู้นำประเทศ แต่การสร้างวัฒนธรรมแห่งสันติภาพสามารถเริ่มต้นได้จากทุกคนในชีวิตประจำวัน การรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างโดยไม่ใช้ความรุนแรง การเคารพศักดิ์ศรีและสิทธิของผู้อื่น การไม่เผยแพร่ข้อมูลที่สร้างความเกลียดชัง การไม่กลั่นแกล้งกันทั้งในโลกจริงและโลกออนไลน์ ตลอดจนการเลือกใช้การพูดคุยและการประนีประนอมเพื่อแก้ไขความขัดแย้ง ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสังคมที่สงบและปลอดภัย
องค์การสหประชาชาติระบุว่า ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างสันติภาพได้ ไม่ว่าจะเป็นอาสาสมัคร นักเรียน ครู ผู้นำชุมชน ภาคประชาสังคม หรือผู้ปฏิบัติงานด้านสันติภาพ เพราะสันติภาพไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในห้องประชุมระหว่างประเทศ แต่ยังเกิดขึ้นจากการกระทำเล็ก ๆ ในชุมชนและชีวิตประจำวัน
วันสันติภาพสากลจึงเป็นมากกว่าวันสำคัญในปฏิทิน แต่เป็นเครื่องเตือนใจว่า การยุติความรุนแรงคือจุดเริ่มต้นของการสร้างอนาคตที่ดีกว่า
การหยุดยิงแม้เพียงช่วงเวลาหนึ่ง อาจเปิดทางให้ความช่วยเหลือไปถึงผู้ที่กำลังเดือดร้อน การเจรจาเริ่มต้นขึ้น และความหวังกลับคืนสู่ผู้คน ขณะที่การยุติความรุนแรงอย่างยั่งยืนจะต้องเดินหน้าควบคู่ไปกับการสร้างความเข้าใจ การเคารพสิทธิมนุษยชน และการแก้ไขรากเหง้าของความขัดแย้ง
ในวันที่ 21 กันยายนนี้ ขอให้ทุกประเทศและประชาชนทั่วโลกร่วมกันส่งเสียงเดียวกันว่า “หยุดความรุนแรง หยุดการสู้รบ เปิดทางสู่การเจรจา และร่วมกันสร้างสันติภาพ” 🤝
เพราะสันติภาพไม่ใช่หน้าที่ของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของมนุษยชาติ และทุกการกระทำที่นำไปสู่ความเข้าใจและการไม่ใช้ความรุนแรง ล้วนเป็นก้าวเล็ก ๆ ที่ช่วยสร้างโลกที่ปลอดภัยและน่าอยู่ยิ่งขึ้นสำหรับทุกคน