ท่ามกลางการแข่งขันบนเวทีเศรษฐกิจโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีอย่างเข้มข้น ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งสำคัญในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างทางเศรษฐกิจไปสู่ "เศรษฐกิจดิจิทัล" (Digital Economy) อย่างเต็มรูปแบบ แม้ว่าที่ผ่านมา ภาคเอกชนไทย โดยเฉพาะกลุ่ม E-Commerce และ FinTech จะมีความตื่นตัวและเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่สิ่งที่เป็นข้อจำกัดและเปรียบเสมือน “คอขวด” ยับยั้งการเติบโตและการขยายสเกลของเทคสตาร์ทอัพ (Tech Startups) ไทยไปสู่ระดับสากล กลับเป็นระบบกลไกภาครัฐและกระบวนการทางกฎหมายที่ซับซ้อน หรือที่เรียกกันในระดับสากลว่า Red Tape (ระเบียบขั้นตอนที่ล่าช้าของระบบราชการ)
การปฏิรูปประเทศไปสู่การเป็น "รัฐแพลตฟอร์ม" (Platform State) ผ่านโมเดล Digital Government (รัฐบาลดิจิทัล) จึงไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการลดปริมาณการใช้กระดาษในหน่วยงานราชการ หากแต่เป็น "วาระแห่งชาติทางเศรษฐกิจ" ที่จะเข้ามาลดขั้นตอน เพิ่มความโปร่งใส และเปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพไทยสามารถเข้ามาร่วมขับเคลื่อน ต่อยอดนวัตกรรม และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เติบโตทะลุเป้าหมาย 5 ล้านล้านบาทภายในทศวรรษหน้า
ในโมเดลรัฐบาลดั้งเดิม หน่วยงานรัฐมักทำงานแยกส่วนกันในลักษณะท่อตรง (Silo) ประชาชนหรือผู้ประกอบการสตาร์ทอัพที่ต้องการติดต่อราชการหรือขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจ จำเป็นต้องเดินทางไปยื่นเอกสารชุดเดียวกันซ้ำๆ ให้กับหลากหลายกระทรวง ส่งผลให้เกิดความล่าช้าและสูญเสียโอกาสทางธุรกิจอย่างมหาศาล
ในทางกลับกัน "รัฐแพลตฟอร์ม" (Platform State) คือแนวคิดที่เปลี่ยนบทบาทของภาครัฐจากการเป็น "ผู้ควบคุมและผู้ให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ" (Service Provider) มาเป็น "ผู้สร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลกลาง" (Infrastructure Provider) รัฐมีหน้าที่วางรากฐานระบบระบุและยืนยันตัวตน (Digital ID) ระบบการเชื่อมโยงฐานข้อมูลกลาง (Linkage Center) และการเปิดระบบให้บริการผ่าน Application Programming Interface (API) เพื่อให้ภาคเอกชนและสตาร์ทอัพสามารถเข้ามาเชื่อมต่อระบบ พัฒนาโซลูชัน และสร้างสรรค์บริการใหม่ๆ ให้กับประชาชนได้โดยตรง เช่นเดียวกับระบบปฏิบัติการ iOS หรือ Android ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้พัฒนาแอปพลิเคชันภายนอกเข้ามาสร้างนวัตกรรมร่วมกัน
ความล่าช้าและการขาดความยืดหยุ่นทางกฎหมายคือศัตรูตัวฉกาจของสตาร์ทอัพ ซึ่งต้องการความเร็วในการทดสอบและปล่อยผลิตภัณฑ์สู่ตลาด (Time-to-Market) การขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัลตามแผนปฏิบัติการระยะ 5 ปี จึงมุ่งเน้นการทลายข้อจำกัดเหล่านี้ใน 2 มิติหลัก:
นโยบาย Digital by Default และ Zero Copy: ภาครัฐมุ่งยกระดับกระบวนการทำงานให้เป็นดิจิทัลตั้งแต่เริ่มต้น โดยยกเลิกการเรียกสำเนาเอกสารทางราชการ (Zero Copy Policy) อย่างเด็ดขาด 100% ทั่วประเทศ การเปลี่ยนผ่านรูปแบบการทำงานไปสู่การลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (e-Signature) และการประทับรับรองเวลาอิเล็กทรอนิกส์ (e-Timestamp) ที่มีผลผูกพันตามกฎหมาย ช่วยลดระยะเวลาในการรออนุมัติจัดตั้งหรือขยายธุรกิจจากหลักสัปดาห์ให้เหลือเพียงไม่กี่นาที
การรวมศูนย์บริการผ่าน Super App ภาครัฐ: การบูรณาการระบบบริการประชาชนและภาคธุรกิจให้อยู่บนแพลตฟอร์มเดียว (Single Sign-On) เช่น การต่อยอดระบบแอปพลิเคชัน "ทางรัฐ" และแพลตฟอร์ม Biz Portal ช่วยให้สตาร์ทอัพและผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) สามารถดำเนินการยื่นงบการเงิน เสียภาษี และขอใบอนุญาตประกอบกิจการเฉพาะทางได้ในจุดเดียว ลดต้นทุนแฝงจากการดำเนินงาน (Transaction Costs)
กรณีศึกษา GovTech ในเวทีสากล: ประเทศเอสโตเนีย (Estonia) คือต้นแบบความสำเร็จของ "รัฐแพลตฟอร์ม" ที่ชัดเจนที่สุดในโลก ผ่านระบบโครงสร้างพื้นฐาน "X-Road" ที่เชื่อมโยงข้อมูลของหน่วยงานรัฐและเอกชนเข้าด้วยกันอย่างโปร่งใส ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการภาครัฐออนไลน์ได้ถึง 99% ส่งผลให้เอสโตเนียกลายเป็นประเทศที่มีสัดส่วนสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์น (Unicorn) ต่อหัวประชากรสูงที่สุดในยุโรป
เมื่อภาครัฐผันตัวมาเป็นแพลตฟอร์ม โอกาสครั้งใหญ่จะตกเป็นของกลุ่มสตาร์ทอัพสาย GovTech (Government Technology) และนวัตกรรมไทย การเปิดพื้นที่ให้เอกชนเข้ามาประมูลหรือร่วมพัฒนาบริการสาธารณะจะสร้างการเติบโตแบบทวีคูณ (Scale) ในมุมมองดังต่อไปนี้:
สร้าง Sandbox และโปรไฟล์เพื่อโกอินเตอร์: ตลาดในประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยเม็ดเงินจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ถือเป็น "สนามทดลอง" (Sandbox) ขนาดใหญ่ที่สุด หากสตาร์ทอัพไทยสามารถพัฒนาซอฟต์แวร์หรือโซลูชัน AI ที่สามารถแก้ปัญหาการบริการภาครัฐ ลดความแออัดในโรงพยาบาล หรือเพิ่มประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์ขนส่งมวลชนได้สำเร็จ ผลงานเหล่านี้จะกลายเป็น "โปรไฟล์ระดับชาติ" (National Credential) ที่น่าเชื่อถือในการนำไปเสนอขายและขยายตลาดสู่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคอาเซียนและระดับโลกต่อไป
เปิดเผยข้อมูลเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรม (Open Government Data): ภายใต้ยุทธศาสตร์รัฐบาลดิจิทัล การเปิดเผยข้อมูลเปิดภาครัฐที่ไม่ระบุตัวตนบุคคล (Anonymized Data) ทั้งข้อมูลการจราจร สภาพภูมิอากาศ สาธารณสุข และพฤติกรรมการบริโภค จะช่วยให้สตาร์ทอัพสาย FinTech และ E-Commerce นำข้อมูลดิบเหล่านี้ไปวิเคราะห์ด้วย AI เพื่อทำนายพฤติกรรมผู้บริโภค พัฒนากรมธรรม์ประกันภัยที่แม่นยำ หรือสร้างแอปพลิเคชันจัดการขยะอัจฉริยะในชุมชน
ความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญของการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ระบบรัฐบาลดิจิทัลที่มีธรรมาภิบาลข้อมูลยุคใหม่ (Next-Gen Data Governance) จะเข้ามาเปลี่ยนระบบตรวจสอบผ่านการนำ AI มาใช้ตรวจสอบความผิดปกติในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐและการอนุมัติงบประมาณ การบันทึกธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับสัญญาสัมปทานบนระบบที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่น (Digital Trust) ให้กับนักลงทุนต่างชาติ ว่ากระบวนการทำธุรกิจในประเทศไทยนั้นมีความเท่าเทียม เที่ยงธรรม และปราศจากการทุจริตคอร์รัปชัน
การผลักดัน "รัฐแพลตฟอร์ม x สตาร์ทอัพไทย" ไม่ใช่เพียงแค่การปรับปรุงกระบวนการทำงานของระบบราชการเพื่อความสะดวกสบายเท่านั้น แต่มันคือการรื้อโครงสร้างและกลไกขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของประเทศ (Economic Engine Optimization) การลดคอขวดจากระเบียบราชการที่ล้าหลัง (Red Tape) จะช่วยปลดปล่อยศักยภาพที่แท้จริงของนวัตกรรมไทย ทั้งในกลุ่ม E-Commerce, FinTech และเทคโนโลยีขั้นสูง ให้สามารถเติบโตได้อย่างไร้ขีดจำกัด เมื่อภาครัฐโปร่งใสและทำงานด้วยความเร็วระดับเดียวกับภาคเอกชน ประเทศไทยจะสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุน สร้างความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจ และเร่งความเร็วในการขับเคลื่อนมูลค่าทางเศรษฐกิจดิจิทัลให้ไปแตะระดับ 5 ล้านล้านบาท พร้อมส่งออกนวัตกรรมฝีมือคนไทยสู่เวทีสากลได้อย่างภาคภูมิ
“เศรษฐกิจไทยปี 2569: มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ก้าวทันโลก พร้อมทุกภาคส่วนเติบโตไปด้วยกัน”