ช่วงเวลาจัดงาน: วันแรม 1 ค่ำ ถึง แรม 15 ค่ำ เดือน 10 (ราวเดือนกันยายนของทุกปี)
“ประเพณีสารทเดือนสิบ” เป็นประเพณีทำบุญอุทิศส่วนกุศลที่ยิ่งใหญ่และสำคัญที่สุดของพี่น้องชาวภาคใต้ โดยเฉพาะที่ จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งจัดขึ้นอย่างสมเกียรติและหยั่งรากลึกในวิถีชีวิตมาอย่างยาวนาน ประเพณีนี้สะท้อนถึงความกตัญญูกตเวทิตาอันเปี่ยมล้นของลูกหลานที่มีต่อบรรพบุรุษ และผู้ล่วงลับ โดยเป็นช่วงเวลาที่เครือญาติทุกคนไม่ว่าจะไปทำมาหากินอยู่ที่ใด จะต้องเดินทางกลับมารวมตัวกันที่บ้านเกิดเพื่อทำบุญร่วมกันอย่างพร้อมหน้า
ตามความเชื่อทางพระพุทธศาสนาและพราหมณ์-ฮินดูของชาวใต้ เชื่อว่าในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 10 พญายมราชจะทรงผ่อนปรนและเปิดประตูนรกภูมิ เพื่อปล่อยให้เหล่าบรรพบุรุษ ญาติพี่น้องที่ล่วงลับ รวมถึงผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากอยู่ในภพภูมิของ "เปรต" ได้เดินทางกลับขึ้นมายังโลกมนุษย์เพื่อเยี่ยมเยียนลูกหลานและรับส่วนบุญกุศลเป็นเวลา 15 วัน
และเมื่อถึงวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 (เรียกว่า วันหรับใหญ่ หรือวันส่งตายาย) เหล่าเปรตและบรรพบุรุษจะต้องเดินทางกลับลงไปชดใช้กรรมตามเดิม ลูกหลานจึงต้องจัดเตรียมอาหารคาวหวานและสิ่งของเครื่องใช้ไปทำบุญครั้งใหญ่ที่วัดเพื่อไม่ให้พวกท่านต้องกลับไปอย่างหิวโหย
หัวใจสำคัญของประเพณีนี้คือการจัด "หมรับ" (สำรับอาหาร) ซึ่งเป็นการนำอาหารแห้ง ข้าวสาร ของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวันมาจัดวางเรียงซ้อนกันเป็นทรงพุ่มอย่างสวยงามในภาชนะ และสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยคือ "ขนม 5 อย่าง" ซึ่งเป็นกุศโลบายและสัญลักษณ์แทนสิ่งของที่จะให้ผู้ล่วงลับนำไปใช้ในภพภูมิหน้า:
ขนมพอง: สัญลักษณ์แทน "แพหรือยานพาหนะ" เพื่อให้บรรพบุรุษใช้ล่องข้ามวัฏสงสารหรือแม่น้ำในปรโลก
ขนมลา: สัญลักษณ์แทน "เครื่องนุ่งห่ม เสื้อผ้า แพรพรรณ" ด้วยเส้นใยที่สานขัดกันอย่างละเอียดอ่อน
ขนมกง (หรือขนมไข่ปลา): สัญลักษณ์แทน "เครื่องประดับ" เงินทอง หรือกำไล สำหรับตกแต่งร่างกาย
ขนมดีซำ: สัญลักษณ์แทน "เงินเบี้ย" หรือเงินสำหรับจับจ่ายใช้สอย ด้วยรูปทรงกลมเจาะรูตรงกลางคล้ายเงินเหรียญโบราณ
ขนมบ้า: สัญลักษณ์แทน "สะบ้า" สำหรับให้บรรพบุรุษนำไปใช้เล่นรื่นเริงในวันว่างตามประเพณีสงกรานต์
หลังจากที่ชาวบ้านนำหมรับไปทำบุญและพระสงฆ์ทำพิธีสวดอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับในศาลาเสร็จแล้ว จะมีพิธีกรรมสำคัญอีกช่วงหนึ่งเรียกว่า "พิธีตั้งเปรต" หรือ "เปรตพลี"
การตั้งเปรต: ชาวบ้านจะแบ่งอาหารคาวหวาน รวมทั้งขนมเดือนสิบส่วนหนึ่ง นำไปวางไว้บนลานกว้างหรือบนร้านสูงที่สร้างขึ้นนอกกำแพงวัด หรือที่เรียกว่า "ศาลาเปรต" เพื่อให้อัญเชิญวิญญาณเปรตหรือบรรพบุรุษที่เข้ามารับของในวัดไม่ได้ (เนื่องจากกรรมหนาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในวัดสกัดไว้) ได้มากินอาหารเหล่านั้น
การชิงเปรต: เมื่อพระสงฆ์ทำพิธีแผ่เมตตาและกรวดน้ำเสร็จสิ้นแล้ว จะมีการส่งสัญญาณให้ผู้ร่วมงาน โดยเฉพาะเด็กๆ และวัยรุ่น วิ่งกรูเข้าไปเพื่อแย่งชิงอาหารและขนมที่ตั้งอยู่บนร้านเปรตอย่างสนุกสนานครึกครื้น ชาวใต้เชื่อว่า การกินอาหารที่เหลือจากการชิงเปรตถือเป็นมงคล ได้รับบารมีจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และเป็นการช่วยทานอาหารต่อจากบรรพบุรุษไม่ให้สูญเปล่า
คุณค่าทางสังคม: ประเพณีสารทเดือนสิบ ไม่ใช่เพียงเรื่องราวของความลี้ลับหรือโลกหลังความตาย แต่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่เน้นย้ำเรื่อง "ความกตัญญูกตเวทิตาและความผูกพันในสถาบันครอบครัว" เป็นวันที่คนรุ่นหลังได้ระลึกถึงพระคุณของผู้มีพระคุณที่ล่วงลับ ได้ทำทานร่วมกันในหมู่คณะ และสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นในชุมชนผ่านสายใยแห่งความศรัทธาที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นอย่างไม่มีวันเสื่อมคลาย