ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญกับรูปแบบอาชญากรรมที่ทวีความรุนแรงและซับซ้อนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะ “ขบวนการอุ้มรีดทรัพย์ข้ามชาติ” ที่มักมีกลุ่มทุนสีเทาหรือผู้มีอิทธิพลต่างชาติ (โดยเฉพาะกลุ่มจีนเทา) เป็นทั้งผู้เสียหายและผู้ก่อเหตุ ล่าสุดกับคดีดังในพื้นที่จังหวัดสระแก้วที่มีเจ้าหน้าที่รัฐบางรายเข้าไปพัวพัน ยิ่งตอกย้ำว่าขบวนการนี้ไม่ใช่เพียงแค่คดีชิงทรัพย์ทั่วไป แต่ส่งผลกระทบในวงกว้าง ขบวนการนี้จัดเป็น "ภัยต่อความมั่นคง" หรือ "อาชญากรรม" อย่างไร และในปัจจุบันประเทศไทยมีมาตรการกวาดล้างขบวนการเหล่านี้อย่างไรบ้าง
คำตอบคือ “เป็นทั้งสองอย่างและมีความเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก” โดยมีบริบทและพฤติการณ์ที่ส่งผลกระทบในมิติต่าง ๆ ดังนี้
พฤติการณ์ของขบวนการนี้ถือเป็นอาชญากรรมที่รุนแรงและชัดเจน เนื่องจาก:
มีลักษณะเป็นองค์กรอาชญากรรม: มีการแบ่งหน้าที่กันทำอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่คนชี้เป้า (สายลับ/คนใกล้ชิด) ทีมปฏิบัติการอุ้มลักพาตัว ทีมล่าม และทีมฟอกเงิน
คาบเกี่ยวหลายประเทศ: ตัวการใหญ่มักสั่งการมาจากนอกประเทศ เม็ดเงินที่ได้จากการรีดไถมักถูกโอนผ่านระบบบัญชีม้าข้ามแดน หรือเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล (Cryptocurrency) เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ
ผู้เสียหายและผู้ก่อเหตุมักเป็นชาวต่างชาติ: หลายครั้งเป็นการหักหลังกันเองของกลุ่มทุนสีเทา หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ใช้ประเทศไทยเป็นพื้นที่ก่อเหตุ
เมื่ออาชญากรรมนี้ขยายตัว มันได้ยกระดับกลายเป็นภัยความมั่นคงของชาติในทันที ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้:
การแทรกซึมและกัดกร่อนกลไกรัฐ: สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือขบวนการนี้มักใช้เงินทุนมหาศาลในการติดสินบน หรือดึงเอา “เจ้าหน้าที่รัฐนอกแถว” (เช่น ตำรวจบางกลุ่ม หรือเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง) มาร่วมขบวนการอุ้มรีดไถเสียเอง ซึ่งทำลายความมั่นคงในกระบวนการยุติธรรมและระบบบริหารราชการแผ่นดิน
ทำลายภาพลักษณ์และความปลอดภัยสาธารณะ: การอุ้มลักพาตัวใจกลางเมืองหรือตามแนวชายแดน ทำให้ประเทศไทยถูกมองว่าเป็นพื้นที่อันตราย ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในหมู่นักท่องเที่ยวและนักลงทุนต่างชาติ
กระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: พฤติกรรมของแก๊งเหล่านี้ทำให้สถานทูตของประเทศต่าง ๆ (เช่น สถานทูตจีน) ต้องออกโรงเตือนพลเมืองของตน ซึ่งหากปล่อยไว้จะกลายเป็นประเด็นความมั่นคงระหว่างประเทศ
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ได้ขยายผลและดำเนินการขั้นเด็ดขาดในการขุดรากถอนโคนขบวนการนี้ และกำชับการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทุกประเภท และอาชญากรรมข้ามชาติ รวมทั้งบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกับผู้กระทำผิด ได้แก่
เพื่อป้องกันความสับสน ข่าวบิดเบือน และลดความตื่นตระหนกของประชาชน โดยยืนยันว่าการดำเนินการทุกขั้นตอนอยู่ภายใต้ข้อเท็จจริงและกฎหมาย
เนื่องจากขบวนการข้ามชาติมักใช้ช่องทางธรรมชาติในการลักลอบนำผู้เสียหายเข้า-ออกประเทศ ปัจจุบันจึงมีการร่วมมือกัน ทั้งสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.), กองทัพ, หน่วยงานฝ่ายปกครอง, ตำรวจ, กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเฝ้าระวัง ป้องกัน และสกัดกั้นภัยคุกคามที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศ ทั้งในด้านอาชญากรรมข้ามชาติ การจารกรรม การบ่อนทำลาย และเครือข่ายผิดกฎหมายทุกรูปแบบ ไม่ให้ใช้ไทยเป็นฐานที่มั่น
โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต คอร์รัปชัน หรือเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเอื้อประโยชน์ให้มีการกระทำผิดกฎหมาย ซึ่งถือเป็นต้นตอสำคัญที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของประเทศ เป็นมาตรการ "ยาแรง" กวาดล้างตำรวจนอกแถว (Internal Purge) ปัญหาใหญ่ของคดีอุ้มรีดทรัพย์ล่าสุดคือมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้อง รัฐบาลและ ผบ.ตร. จึงสั่งการให้ใช้มาตรการทางวินัยและอาญาขั้นสูงสุด
ให้ออกจากราชการไว้ก่อนทันที: ตำรวจที่ถูกซัดทอดหรือมีหลักฐานพัวพัน (เช่น กลุ่มผู้ต้องหาในคดีอุ้มชาวจีนที่สระแก้ว) จะถูกสั่งให้ออกจากราชการทันทีโดยไม่ปกป้อง
ดำเนินคดีอาญาไม่ละเว้น: ส่งเรื่องให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เพื่อลงโทษขั้นเด็ดขาด เพื่อส่งสัญญาณเตือนเจ้าหน้าที่รายอื่นว่า "ไม่มีพื้นที่ยืนสำหรับคนทรยศต่ออาชีพ"
ขบวนการอุ้มรีดทรัพย์ข้ามชาติไม่ได้เป็นเพียงแค่ปัญหาอาชญากรรมท้องถิ่น แต่เป็น "ภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่" ที่ท้าทายกฎหมายและภาพลักษณ์ของประเทศไทย การที่ภาครัฐหันมาใช้ "มาตรการยาแรง" ทั้งการปราบปรามขบวนการต่างชาติและการล้างบางทุจริตภายในองค์กรตำรวจ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยกู้คืนความเชื่อมั่น หากประเทศไทยสามารถตัดวงจรนี้ได้อย่างเด็ดขาด นอกจากจะคืนความปลอดภัยให้แก่สังคมแล้ว ยังเป็นการประกาศจุดยืนว่า ประเทศไทยจะไม่ยอมตกเป็น "เซฟเฮาส์" หรือพื้นที่ทำมาหากินของมาเฟียข้ามชาติกลุ่มใดทั้งสิ้น
ที่มา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ /