ไวรัสฮันตา (Hanta virus) เป็นเชื้อไวรัสที่พบในสัตว์ฟันแทะ เช่น หนู โดยเชื้อไม่ได้ทำให้หนูป่วย แต่สามารถแพร่สู่คนได้ในบางกรณี โดยในคนอาจทำให้เกิดโรคได้หลายรูปแบบ เช่น กลุ่มอาการทางเดินหายใจ หรือโรคไข้เลือดออกที่ทำให้มีภาวะไตวาย ขึ้นอยู่กับชนิดของไวรัส
อาการของโรคมักเริ่มคล้ายไข้ทั่วไปในช่วงแรก และอาจพัฒนาได้ในบางราย ได้แก่ มีไข้ หนาวสั่น ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน
ในบางกรณี (ซึ่งพบไม่บ่อย) อาจมีอาการรุนแรง เช่น
🤒 ทำให้เกิดโรคไข้เลือดออกที่มีภาวะไตวายร่วมด้วย ซึ่งโรคที่เกิดมีอาการค่อนข้างรุนแรง พบมีรายงานการเกิดโรคติดเชื้อไวรัสฮันตา ลักษณะนี้ในประเทศเกาหลี ประเทศจีน และทางตะวันออกของประเทศรัสเซีย
🤒 ทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจที่รุนแรง อาการสำคัญไวรัสฮันตา ไข้และปอดบวมน้ำที่มีความรุนแรงที่แตกต่างกัน ซึ่งทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ในเวลาที่รวดเร็ว เชื้อไวรัสฮันตาที่ก่อให้เกิดความผิดปกติของระบบบทางเดินหายใจพบการระบาดทั่วไปในทวีปอเมริกาเหนือ
🐭ไวรัสฮันตาไม่ได้แพร่จากคนสู่คนเป็นหลัก แต่จะติดต่อผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งของสัตว์ฟันแทะประเภทหนู อาทิ ปัสสาวะ🐭 อุจจาระ🐭 น้ำลาย🐭โดยคนอาจสัมผัสผ่านทางผิวหนังที่มีบาดแผล หรือสูดดมสารคัดหลั่งของหนูเข้าสู่ร่างกาย โดยการติดเชื้อส่วนใหญ่มักเกิดจากการสูดดมฝุ่นที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น การทำความสะอาดพื้นที่ที่มีหนูอาศัยอยู่ หรืออยู่ในพื้นที่อับที่ไม่ได้ใช้งานนาน
1. ควบคุมสัตว์ฟันแทะ 🐭
เก็บอาหารให้มิดชิด
ปิดช่องทางที่หนูสามารถเข้ามาในบ้านได้
2. ทำความสะอาดอย่างถูกวิธี
หลีกเลี่ยงการกวาดหรือปัดฝุ่นแห้งในพื้นที่ที่อาจมีมูลหนู
ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อหรือฉีดพ่นก่อนทำความสะอาด
3. ป้องกันตนเองเมื่อทำความสะอาด
สวมหน้ากากและถุงมือ 😷
ล้างมือหลังทำความสะอาดทุกครั้ง
4. ดูแลสิ่งแวดล้อมรอบบ้าน
กำจัดขยะอย่างเหมาะสม
ไม่ปล่อยให้มีแหล่งสะสมของหนู
ทำความสะอาดบริเวณที่อาจเป็นที่อยู่ของสัตว์พาหะ
เก็บอาหารในภาชนะปิดมิดชิด
แม้ไวรัสฮันตาจะเป็นโรคที่มีความรุนแรงได้ในบางกรณี แต่โดยรวมแล้วพบได้ไม่บ่อย และไม่ได้แพร่ระบาดง่ายเหมือนไวรัสบางชนิด การดูแลความสะอาดและหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ฟันแทะเป็นวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพ
ในประเทศไทย ปัจจุบันยังไม่พบรายงานผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงหรือเสียชีวิตจาก Hantavirus infection อย่างไรก็ตาม มีงานวิจัยที่ตรวจพบว่าหนูทั้งในกรุงเทพฯ และพื้นที่ต่างจังหวัด มีแอนติบอดีต่อเชื้อไวรัสฮันตาอยู่ประมาณ 2.3–3.0% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเชื้อชนิดนี้มีอยู่ในธรรมชาติรอบตัวเรา ทั้งนี้ เชื้อที่พบอาจเป็นสายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการรุนแรง หรืออาจทำให้เกิดการติดเชื้อโดยไม่แสดงอาการในคน ดังนั้น ข้อมูลดังกล่าวจึงเป็นประโยชน์ในเชิงการเฝ้าระวังและทำความเข้าใจโรค มากกว่าที่จะเป็นเหตุให้เกิดความตื่นตระหนก โดยประชาชนยังสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ เพียงดูแลสุขอนามัยและหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ฟันแทะอย่างเหมาะสมก็เพียงพอในการลดความเสี่ยง
แหล่งข้อมูล กรมควบคุมโรค, BDMS Health Research Center