หากจะกล่าวถึงชุดไทยที่ได้รับความนิยมสูงสุดและเป็นภาพจำของสตรีไทยในระดับสากล "ชุดไทยจักรี" คือคำตอบนั้น ด้วยเอกลักษณ์การห่มสไบที่ทิ้งชายยาวอย่างอ่อนช้อย ผสานกับการนุ่งผ้าจีบหน้านางที่สง่างาม ทำให้ชุดนี้เป็นสัญลักษณ์ของความอ่อนหวานแต่ทว่าดูภูมิฐานในเวลาเดียวกัน
ชุดไทยจักรีตั้งชื่อตามพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท มีลักษณะเด่นที่เน้นการโชว์งานฝีมือการทอและการปักผ้า:
ท่อนบน: เป็นการ "ห่มสไบเฉียง" เปิดบ่าด้านหนึ่ง (มักเป็นด้านซ้าย) ตัวสไบอาจเป็นผ้าไหมปักดิ้นทอง ลวดลายระยิบระยับ หรือเป็นผ้าแพรจีบแล้วห่มทับด้วยสไบปักอีกชั้นหนึ่ง ชายสไบทิ้งยาวไปด้านหลังพอประมาณ
ท่อนล่าง: นุ่งผ้าซิ่นที่ทำจากผ้าไหมยกทอง มีการ "จับจีบหน้านาง" ให้มีริ้วที่สวยงามตรงกลาง พร้อมมีชายพก ความยาวจรดข้อเท้า
โครงสร้าง: ตัวสไบอาจเย็บติดกับผ้านุ่งหรือแยกชิ้นกันก็ได้ แต่หัวใจสำคัญคือการรัดช่วงเอวให้คอดกิ่วเพื่อเสริมสรีระ
ชุดไทยจักรีจัดเป็นชุดไทยสำหรับงานพิธีการระดับสูง (Formal Wear) และงานรื่นเริงที่ต้องการความอลังการ:
ชุดเจ้าสาว: เป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งสำหรับเจ้าสาวไทยในพิธีเช้าหรือพิธีฉลองมงคลสมรส
งานราตรีสโมสร: ใช้สวมใส่ในงานเลี้ยงรับรองแขกบ้านแขกเมือง หรืองานกาล่าดินเนอร์ที่ต้องการแสดงเอกลักษณ์ความเป็นไทย
การแสดงวัฒนธรรม: มักใช้เป็นชุดสำหรับต้อนรับบุคคลสำคัญหรือการแสดงนาฏศิลป์ไทยในวาระพิเศษ
เนื่องจากเป็นชุดที่เปิดไหล่หนึ่งด้าน เครื่องประดับจึงมีบทบาทสำคัญในการทำให้ภาพรวมดูสมบูรณ์:
เครื่องประดับ: นิยมเครื่องประดับชุดไทยโบราณ ได้แก่ สร้อยคอ ต่างหู สร้อยสังวาลย์ที่พาดเฉียงตามแนวสไบ และที่ขาดไม่ได้คือ "เข็มขัดทอง" พร้อมหัวเข็มขัดขนาดใหญ่
พาหุรัด (รัดแขน): สามารถใส่รัดแขนทองที่ต้นแขนข้างที่เปิดไหล่เพื่อเพิ่มความหรูหราแบบนางในวรรณคดี
ทรงผม: นิยมการเกล้าผมมวย (ทั้งมวยสูงและมวยต่ำ) เพื่อไม่ให้ผมลงมาปิดบังความสวยงามของสไบและสร้อยสังวาลย์
ชุดไทยจักรีคือมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนถึงความประณีตของช่างฝีมือไทยและการออกแบบที่เชิดชูความงามของสตรีอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคสมัย ชุดไทยจักรีก็ยังคงความทันสมัยและทรงพลังในทุกครั้งที่ถูกสวมใส่